ขอเชิญเป็นเจ้าภาพแผ่นทอง จังโก ทองคำเปลวปิดหุ้มองค์พระธาตุวัดลี ต.เวียง อ.เมือง.จ.พะเยา
ผู้ที่มีจิตศรัทธา สามารถทำบุญโดยโอนเงินมาได้ที่ ชื่อบัญชี (เงินบูรณะวัด) บัญชีเลขที่ 512-1-49979-5 ธนาคาร กรุงไทย จำกัดมหาชน
เชิญเที่ยว
โครงการอิ่มบุญเข้าพรรษไหว้สาพระเจ้า ๙ วัดจังหวัดพะเยา เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๔ พรรษาและตามรอยเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าในจังหวัด พะเยา ไหว้นมัสการพระธาตุสำคัญ ๙ พระธาตุ อาทิเช่น พระธาตุจำม่วง พระธาตุจอมทอง พระธาตุวัดป่าแดงบุญนาค พระธาตุวัดลี พระธาตุปูปอ พระธาตุภูขวาง พระธาตุจอมศีล พระธาตุดอยน้อย พระธาตุแช่โหว้ หรือ พระธาตุแจโว ไหว้พระเจ้าตนหลวง วัดศรีโคมคำ พระคู่บ้านคู่เมืองพะเยา เยี่ยมชมวัดอนาลโยทิพยาราม ซึ่งเป็นอุทยานพระพุทธศาสนา ไหว้พระเจ้าทองทิพย์ พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของอำเภอแม่ใจ ไหว้พระเจ้าทันใจ วัดศรีชุม อายุราว ๑,๐๐๐ ปี เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ของจังหวัดพะเยา เช่น หอวัฒนธรรมนิทัศน์จังหวัดพะเยา พิพิธภัณฑ์วัดศรีสุพรรณ พิพิธภัณฑ์เวียงพยาว (วัดลี) พิพิธภัณฑ์ปลาบึก เป็นต้น ไหว้อนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งเมืองพะเยา นั่งเรือไหว้พระกลางน้ำ กว๊านพะเยา สัมพัสกับบรรยากาศของกว๊านพะเยา ซึ่งกว๊านพะเยาเป็นทะเลสาบที่ใหญ่เป็นอันดับ ๓ ของประเทศ รองจากบึงบอระเพ็ด และหนองหาน และอื่นๆ เป็นต้น
วันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๕
กำหนดการ โครงการอิ่มบุญเข้าพรรษไหว้สาพระเจ้า ๙ วัด
กำหนดการเมื่อจัดครั้งแรก วันที่ ๙ กันยายน ๒๕๕๔
ขอเชิญทำบุญประเพณีสรงน้ำพระธาตุวัดลี บรวงสรวงพยาสะหลีจอมธรรมและเจ้าสี่หมื่นพะยาวหมื่นหน่อเทพครู บูรพกษัตริยาธิราชเจ้า
กำหนดการ วันที่ ๕-๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕
ผู้ที่มีจิตศรัทธา สามารถทำบุญโดยโอนเงินมาได้ที่ ชื่อบัญชี (เงินบูรณะวัด) บัญชีเลขที่ 512-1-49979-5 ธนาคาร กรุงไทย จำกัดมหาชน
(พิธีสรงน้ำพระบรมธาตุฯเดือนห้าเป็ง)
“ในหลวง”พระราชทานน้ำพระพุทธมนต์หลวงสรงองค์พระธาตุเจ้าวัดลีอายุ ๕๑๗ ปี”
วันนี้ ๗ ก.พ.๒๕๕๕เวลา ๑๕.๐๐ น.
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
ได้พระราชทานน้ำพระพุทธมนต์หลวงสรงพระธาตุเจ้าวัดลี ต.เวียง อ.เมือง
จ.พะเยา โดยทางสำนักงานเทศบาลเมืองพะเยา
ได้อัญเชิญแห่น้ำพระพุทธมนต์หลวงรอบเมืองพะเยา
ก่อนจะนำไปประกอบพิธีอัญเชิญน้ำพระพุทธมนต์หลวง สรงพระธาตุเจ้าวัดลี
ที่มีอายุ ๕๑๗ ปี โดยมีท่านพระครูอนุรักษ์บุรานันท์ และนายไมตรี อินทุสุต
ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยาเป็นประธาน
พร้อมด้วยบรรดาพระเถรานุเถระข้าราชการ พ่อค้า นักเรียน นักศึกษา
และประชาชนชาวจังหวัดพะเยาร่วมงานพิธีสรงน้ำพระพุทธมนต์หลวงพระธาตุเจ้าวัดเป็นจำนวนมาก
สำหรับงานประเพณีสรงน้ำพระธาตุวัดลี ได้ทำเป็นประจำทุกปี
โดยตรงกับเดือน ๕ ขึ้น๑๓ –๑๕ ค่ำ ตั้งแต่โบราณกาลตลอดมา และในปีนี้
ทางวัดลี ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
พระราชทานน้ำพระพุทธมนต์หลวงสรงพระธาตุวัดลี
จนคณะพระเถรานุเถระข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ทั้งภาครัฐ-เอกชนและประชาชนชาวจังหวัดพะเยา
ต่างรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
เป็นอย่างยิ่ง…
สาระ การสรงน้ำพระบรมสารีริกธาตุ และ พระธาตุ เป็นประเพณีความเชื่อดั้งเดิมมาแต่โบราณ ที่นิยมกระทำเป็นประจำทุกปี เปรียบเสมือนการได้สรงน้ำพระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์ทั้งหลาย โดยทั่วไปจะกระทำในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา หรือ วันงานเทศกาลประจำปี เช่น สงกรานต์ เป็นต้น และวิธีปฏิบัติในการสรงน้ำ ก็จะแตกต่างกันไป แล้วแต่ความเชื่อและความศรัทธาของแต่ละท้องที่นั้นๆ หรือ แล้วแต่บุคคล
๑.สรงน้ำองค์พระบรมสารีริกธาตุหรือพระธาตุโดยตรงวิธีนี้แบ่งออกได้เป็น ๒ วิธีการ คือ
๑๑อัญเชิญองค์พระธาตุลงบนผ้าขาวบาง ซึ่งขึงอยู่บนปากภาชนะรองรับน้ำ ทำการสรงน้ำโดยค่อยๆรดสรงลงบนองค์พระธาตุ วิธีการนี้น้ำจะไหลผ่านองค์พระธาตุ ซึมลงสู่ผ้าขาวและไหลรวมสู่ภาชนะที่รองรับด้านล่าง
๑.๒ใส่น้ำที่จะใช้สำหรับสรงองค์พระธาตุ ลงในภาชนะ ค่อยๆช้อนองค์พระธาตุลงในภาชนะ เมื่อสรงเสร็จแล้วจึงอัญเชิญขึ้นจากน้ำทั้งนี้ เมื่อทำการสรงน้ำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พึงอัญเชิญองค์พระธาตุขึ้น แล้วซับให้แห้ง ก่อนจะอัญเชิญบรรจุลงในภาชนะตามเดิม
๒.สรงน้ำภาชนะหรือสถานที่บรรจุองค์พระบรมสารีริกธาตุหรือพระธาตุ
วิธีการนี้นิยมใช้สำหรับสรงน้ำพระบรมธาตุเจดีย์โดยทั่วไป, เจดีย์บรรจุพระธาตุที่ปิดสนิท หรือ ต้องการความสะดวกรวดเร็ว ในกรณีที่มีผู้ร่วมสรงน้ำเป็นจำนวนมาก โดยการตักน้ำที่ใช้สำหรับสรง ราดไปบนพระเจดีย์
น้ำที่ใช้ในการสรง
น้ำที่นำมาใช้ในการสรงพระบรมสารีริกธาตุ และ พระธาตุนั้น มีวิธีการเตรียมคล้ายกับการเตรียมน้ำ เพื่อใช้สำหรับสรงน้ำพระพุทธรูป ซึ่งการจะเลือกใช้แบบใดนั้น ก็ขึ้นอยู่กับความเชื่อและเหตุผลของแต่ละบุคคล รวมถึงความสะดวกในการจัดหาด้วย เมื่อทำการสรงเสร็จแล้ว น้ำที่ผ่านการสรงองค์พระธาตุ นิยมนำมาประพรมเพื่อเป็นสิริมงคล เสมือนหนึ่งน้ำพระพุทธมนต์ ซึ่งน้ำที่ใช้ในการสรงพระบรมสารีริกธาตุ และ พระธาตุนั้น แบ่งออกเป็น 2 แบบ ดังนี้
๑. น้ำสะอาดบริสุทธิ์
…………มีผู้อธิบายว่า สาเหตุที่ต้องใช้น้ำบริสุทธิ์ในการสรงน้ำองค์พระธาตุนั้น เนื่องจากว่า องค์พระธาตุนั้น เกิดมาแต่ผู้บริสุทธิ์ ธาตุเหล่านั้นจึงเป็นของบริสุทธิ์ ไม่สมควรจะเอาสิ่งใดๆก็ตาม เจือปนลงไปแปดเปื้อนองค์พระธาตุ แต่อีกเหตุผลกล่าวว่า ในน้ำหอมหรือดอกไม้ อาจมีสารใดๆก็ตามเจือปน จนอาจทำให้องค์พระธาตุหมองลงได้
๒. น้ำสะอาดเจือด้วยสิ่งบูชา
…………น้ำลักษณะนี้นิยมใช้สรงน้ำพระธาตุโดยทั่วไป นัยว่าได้ถวายเป็นอามิสบูชาต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือ พระอรหันตสาวกทั้งปวง ซึ่งสิ่งบูชาที่เจือลงในน้ำก็แล้วแต่ความชอบ และความเชื่อในแต่ละท้องถิ่น ยกตัวอย่างเช่น น้ำหอม น้ำอบ ดอกไม้ กลีบดอกไม้ ฝักส้มป่อย หรือ แก่นไม้จันทน์ฝน เป็นต้น ส่วนทางภาคเหนือนิยมใส่ส้มป่อย เพราะเชื่อว่าปล่อยเคาระห์ปล่อยนาม
คำไหว้พระธาตุวัดลี
คำขอโอกาสสรงน้ำพระธาตุ
(ก่อนจะสรงน้ำพระธาตุให้ยกขันน้ำหอมขึ้นใส่หัว แล้วผู้เป็นหัวหน้าว่าคำขอโอกาสดังนี้)
โย สนฺนิสินโน วรโพธิมูเล มารํ สเสนํ สุชิตํ วิเชยฺย
สมฺโพติมาคจฺฉิ อนนฺตญาโณ โลกุตฺตโม ตํ ปณมามิ พุทธํ
สาธุ โอกาสะ ข้าแต่องค์พระมหาชินธาตุเจ้า วันนี้ก็เป็นวันดีดิถีอันวิเศษ เหตุว่าสมณะศรัทธาและมูลศรัทธาผู้ข้าทั้งหลาย ก็ได้ขวนขวายตกแต่งน้อมนำมา ยังทีปบุปผาลาชาดวงดอก ข้าวตอกดอกไม้ ลำเทียนและน้ำสุนโธทกะ เพื่อว่าจะมาขออาบองค์สระสรงยังองค์พระมหาชินธาตุเจ้าว่า สันนี้แท้ดีหลี โดยดั่งผู้ข้าจักเวนตามปาฐะ
สาธุ โอกาส มยํ ภนฺเต ทีปปุผาลาชทานํ อเภขฺขอสาธารณ
สพฺพโลกิยโลกุตฺตร มคฺคผล นิพฺพานปจฺจโยโหตุ โน นิจฺจํ ฯ
ส้มป่อย เป็นชื่อไม้เถาเนื้อแข็ง ใบเป็นฝอยคล้ายใบชะอมมีรสเปรี้ยว ชาวล้านนาจะนำใบส้มป่อยมาปรุงอาหารให้มีรสเปรี้ยวแทนมะกรูด มะนาว มะขาม เพื่อให้เกิดรสเปรี้ยว เช่น แกงส้มปลา แกงส้มต่าง ๆ นอกจากส้มป่อยจะมีคุณสมบัติทางอาหารแล้วยังมีคุณสมบัติทางยาสมุนไพรอีกด้วย บรรพชนชาวล้านนารู้จักใช้ส้มป่อยมานานนับหลายร้อยปี ส่วนที่นำมาใช้มากที่สุดนั่นก็คือฝักส้มป่อย ๆ มีลักษณะคล้ายฝักฉำฉา แต่ฝักส้มป่อยมีลักษณะเล็กและบางกว่า เมื่อแก่จัดฝักส้มป่อยจะมีสีน้ำตาล การเก็บส้มป่อยเก็บในช่วงเดือน ๕เป็ง หรือ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๕ เหนือ เรียกส้มป่อยที่เก็บในเดือนนี้ว่า ส้มป่อยเดือน 5 นำ ส้มป่อยไปตากให้แห้งแล้วเก็บไว้เพื่อใช้ในพิธีกรรมต่าง ๆ ถ้าอยากอยากให้ส้มป่อยสามารถแช่น้ำได้นาน ๆ ไม่บูดเสียให้นำส้มป่อยไปตากแดดให้สีของฝักซีดเป็นสีขาวเหลือง สามารถนำไปแช่น้ำแล้วเก็บไว้ได้เป็นปี ๆ นี่คือภูมิปัญญาของบรรพชนที่ได้คิดหาวิธีรักษาน้ำส้มป่อย
ส้มป่อยตามความเชื่อของล้านนาเชื่อว่าเป็นไม้ที่มีอาถรรพ์เป็นพืชที่มีพลัง ดังนิทานเรื่อง ควายทรพากับทรพี ที่ต่อสู้กัน ๗ วัน ๗คืน ควายทรพีไม่สารมารถสู้ฤทธิ์อำนาจของทรพาผู้เป็นพ่อได้ สู้กันไปถอยกันไป จนทรพีถอยไปชนต้นส้มป่อย ในตอนนั้นน้ำฝนได้ค้างอยู่บนใบของส้มป่อยเมื่อควายทรพีไปถอยชนอย่างแรงกับ ต้นส้มป่อยน้ำฝนที่ค้างอยู่ซึ่งไปอาบเอาฝักส้มป่อยด้วยก็ตกลงมาถูกตัวควาย ทรพี ส่งผลให้ควายทรพีมีฤทธิ์อำนาจมากขึ้น ส่วนควายทรพานั้นถอยไปชนต้นมะขามป้อม ทำให้ฤทธิ์เสื่อมถอย คนล้านนาเชื่อว่าหากทานมะขามป้อมจะทำให้พลังในความเป็นชายสูญสิ้น ในการต่อสู้ครั้งนี้ความทรพีจึงมีชัยชนะต่อทรพาผู้เป็นพ่อ ด้วยอำนาจของส้มป่อยนั้น ดังนั้นผู้ที่มีวิชาอาคม เรียนเวทย์มนต์คาถาจึงต้องทำน้าส้มป่อยอาบเพื่อขับสิ่งอัปมงคลและเพิ่มพลังความศักดิ์สิทธิ์ในตนเองด้วย
ส้มป่อย คำว่า ป่อย คือปลดปล่อยสิ่งจัญไรทั้งหลายให้หลุดพ้นไป กล่าวกันว่าส้มป่อยเป็นตัวแพ้(คำว่าแพ้ในล้านนาหายถึง ชนะ) ชนะสิ่งอัปมงคล อาถรรพ์ ภูตผี ต่าง ๆ เมื่อ มีพิธีการขึ้นบ้านใหม่ หรือ พิธีมงคลจะมีการสวดพระพุทธมนต์ ต้องมีขันน้ำมนต์จึงแช่ฝักส้มป่อยด้วย ฝักส้มป่อยที่นิยมมาแช่เพื่อทำน้ำมนต์จะเลือกเอาฝักที่มี ๙ ข้อ หรือ ๙ ข้อ เพราะเป็นจำนวนเลขที่แรงและเป็นมงคล ๗หมายถึง วันทั้ง ๗ หรือ หัวใจพระอภิธรรมก็ได้ ๙ หมายถึง นวโลกุตรธรรม๙ หรือ เลขเก้า เป็นเลขมงคล แต่ผู้รู้อื่น ๆ จะให้ความหมายของการเลือกฝักส้มป่อยอย่างง่าย ๆ ว่า ฝักส้มป่อย ๗ ข้อ กับ ๙ข้อ นั้นหายาก จึงเป็นสิ่งที่วิเศษ ซึ่งความเชื่อที่ว่าสิ่งใหนเป็นสิ่งหายากมักจะมีค่ามาก น้ำส้มป่อยเมื่อผ่านพิธีสวดมนต์เจริญพุทธมนต์แล้วพระสงฆ์จะประพรมยังบ้าน เรือนและศรัทธาประชาชนเพื่อเกิดความเป็นศิริมงคลแก่บ้านและผู้อยู่อาศัยตลอด ทั้งผู้ร่วมพิธี ส้มป่อยยังมีอิทธิพลแม้แต่ในงานอวมงคลเช่นงานศพ โดยนำขันน้ำส้มป่อยไปวางไว้ตรงทางเข้าป่าช้าใช้สำหรับประพรมศรีษะเวลาออกมา จากป่าช้าเมื่อเสร็จการประชุมพลิงในวันที่มีการประชุมเพลิง การประพรมน้ำส้มป่อยแบบนี้ก็เพื่อไม่ให้ความทุกข์โศกได้ติดตามตัวเองเข้าไป ในบ้าน หากมองอีกแง่มุมหนึ่งคือ เป็นการเสริมกำลังใจให้ผู้ที่มาร่วมงานเมื่อได้เห็นภาพการเผาศพและพบภาพความ เศร้าโศกของญาติผู้ตายอาจทำให้ใจพลอยหดหู่ไปด้วยแต่เมื่อได้นำน้ำส้มป่อยประ พรมศรีษะแล้วจะรู้สึกมีพลังและกำลังใจต่อไป ส้มป่อยยังเป็นตัวที่ทำให้สิ่งที่เสื่อมค่ากลับมามีค่าดังเช่น การสูมาครัวทาน(ขอขมาเครื่องไทยทาน)โดยก่อนจะถวายเครื่องไทยทานนั้น ต้องกล่าวโอกาสสูมา เพื่อขอขมาก่อนเพราะเครื่องไทยทานหากจะนำถวายพระสงฆ์ต้องบริสุทธิ์เสียก่อน เนื่องจากว่าเครื่องไทยทานนั้นก่อนที่จะนำมาถวายพระสงฆ์อาจจะมีการเดินข้าม หรือนำไปวางไปตั้งไว้ในที่ไม่เหมาะสม พ่ออาจารย์ที่กล่าวโอกาสสูมาครัวทานนั้นก็จะกล่าวพร้อมเสกน้ำส้มป่อยด้วย เสร็จแล้วจึงนำไปประพรมเครื่องไทยทานสังฆทานต่าง ๆ แล้วจึงนำไปถวายพระสงฆ์ ในด้านประเพณีล้านนาส้มป่อยก็มีบทบาทที่สำคัญอีก นั่นคือการนำน้ำขมิ้นส้มป่อย คำ ว่า ขมิ้นส้มป่อยคือการเอาขมิ้นมาผสมให้ออกสีเหลืองแต่ปัจจุบันเมื่อนำดอกคำฝอย กับดอกสารภีมาผสมด้วยขมิ้นจึงไม่ได้เอามาใช้อีก ประเพณีที่สำคัญทางล้านนานั่นก็คือประเพณีปีใหม่เมือง ลูกหลานจะนำข้าวของเครื่องใช้ ผลไม้ และน้ำส้มป่อยไปดำหัว ขอขมาผู้หลักผู้ใหญ่ เพื่อขอพรและแสดงความกตัญญูต่อพ่อแม่ญาติผู้ใหญ่ด้วย
ส้มป่อยกับศาสนสถาน
พระ พุทธรูป พระธาตุเจดีย์ และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ในล้านนาเพื่อมีพิธีสมโภช หรือประเพณีสำคัญเช่น งานสรงน้ำพระธาตุ การสรงน้ำพระ สิ่งที่เป็นหัวใจหลักของเครื่องสักการะนั้นก็คือน้ำส้มป่อย ที่ผสมน้ำอบน้ำหอม ส้มป่อยจึงมีความสำคัญกับความเชื่อชาวล้านนาอย่างมาก
ส้มป่อยกับไสยศาสตร์
ส้มป่อย มีความสำคัญอย่างมากต่อผู้เรียนวิชาอาคม ตั้งแต่การไหว้ครู ก็ต้องมีการเสกน้ำส้มป่อยประพรมตนเองและขันครู เมื่อผิดครูก็ต้องอาบน้ำส้มป่อยเพื่อชำระสิ่งชั่วร้ายสิ่งอัปมงคล เช่น การลอดราวผ้า หรือ ไปงานศพ อันเป็นข้อห้ามของผู้ถือวิชา ขึ้นอยู่กับสายวิชาที่ร่ำเรียน จะมีกฎที่ปฏิบัติกันแตกต่างกันจะเคร่งมากเคร่งน้อยก็ตามแต่ละสำนัก ส้มป่อยสามารถปลุกพลังอาคมในตนเองได้เมื่อชำระใหม่ ผู้มีวิชาบางท่านจะพกฝักส้มป่อยติดตัวด้วยโดยให้เหตุผลว่า ป้องกันภูตผีวิญญาณร้ายได้ ผู้รู้บางท่านได้ให้เหตุผลว่า กลิ่นของฝักส้มป่อยมีกลิ่นเปรี้ยวไม่เป็นที่ชอบของผีปีศาจ ถ้าหากน้ำส้มป่อยได้ไปรดที่ ๆ มีผีปีศาจ พวกเขาจะพากันหนีผู้เขียนได้เคยอ่านฝอยการสร้าง ผีหัวรู ของ เชียงตุง พบว่ามีการนำส้มป่อยมาบดสร้างผีหัวรู โดยสอบถามชาวไทใหญ่ถึงการใช้ส้มป่อย ได้รับคำตอบว่า ส้มป่อย นี้มีชื่อเรียกทางไทใหญ่ว่า หมากหารปอง เชื่อกันว่าผีกลัวกันนัก เป็นไปได้ว่าความเชื่อเรื่องส้มป่อยนั้นมีมานานและให้ความนิยมมานานจนเป็น สิ่งที่สำคัญและขาดไม่ได้
ส้มป่อยกับการรักษาโรค
การ รักษาโรคของล้านนาในสมัยอดีตจะใช้วิธีการ เช็ด แห๊ก พ่น เป่า อาบ กิน เป็นต้น ในโอกาสหน้าจะเขียนบทความเรื่อง เช็ด กับแห๊กมาเสนอให้ท่านได้อ่าน การรักษาดังกล่าวนี้ก็จะใช้ส้มป่อยอีกเช่นกันโดยทำน้ำมนต์ที่แช่ส้มป่อยแล้ว เอาเขาควาย งาช้าง นอแรด ใบพลู เขี้ยวหมูป่า เขี้ยวเสือ มาถูมาแทงและปาดไปในทางที่เชื่อว่าพิษจะออกไป เช่นถ้าเจ็บปวดที่ขา ก็จะเอางาช้างแทงแล้วกดปาดไปทางปลายเท้า โดยจะเอาชุบน้ำส้มป่อยไปด้วยเพื่อถือว่าเป็นการเช็ดพิษของความเจ็บปวด
คาถามนต์น้ำส้มป่อย
การ จะใช้น้ำส้มป่อยจะขาดไม่ได้คือคาถามนต์น้ำส้มป่อย ผู้เขียนจึงได้คัดเอาคาถาส้มป่อยจากพับสามาเสนอเผยแพร่ให้ท่านได้นำไปรักษา ไว้เพื่ออนุรักษ์ไว้ให้ลูกหลาน
นะโม ๓ จบ
อะ ระหังพุทโธ นะโมพุทธายะ สัปป๊ะเคราะห์ สัปป๊ะโศก สัปป๊ะโรค สัปป๊ะภัย สัปป๊ะเสนียดจังไร วินาสันตุ พุทธังปัจจะขามิ ธัมมังปัจจะขามิ สังฆังปัจจะขามิ พุทธังเอหิทาเลส ธัมมังเอหิทาเลส สังฆังเอหิทาเลส พุทธังทาเลส ธัมมังทาเลส สังฆังทาเลส พุทธังนาราย ธัมมังนาราย สังฆังนาราย ปฏิสังขาโย นิโส จีวะระปฏิเสวามิ อหังวิสุโร ปุพะปุ โรวิสังอะ
ใช้เสกน้ำส้มป่อย ๓ ถึง ๗ จบ
ใช้แก้อาถรรพ์ได้ทุกอย่าง ผิดครูก็ใช้แก้ได้ ตกขึดเสนียดจังไร ได้ต้องอาถรรพ์ เจ็บไข้ได้ป่วย ถอนขึดถอนของได้หมดสารพัดการจะได้เน่อ
ของดีบ่าเก่าสืบมาเมินนักแก
อาหารงานประเพณี ๕เป็ง วัดลีพะเยา แกงขี้เหล็ก
เป็นอาหารเลี้ยงพระและคณะศัทธาที่มาทำบุญเพราะเป็นประเพณีที่สืบทอดมาหลายร้อยปีตั้งแต่มีการสรงน้ำธาตุวัดลี และมีความเชื่อว่า” ถ้าได้กิ๋นแกงขี้เหล็กจะมีใจและก๋ายแข็งแรงดุจดังเหล็กกล้า” หรือหวานเป็นลมขมเป็นยา นั้นเอง
เครื่องปรุง
ใบและยอดขี้เหล็กอ่อน ๖-๗ ถ้วย
เนื้อหมูสับติดมันนิดหน่อย
ปลาแห้ง ๓ ตัว
ถั่วเนาแผ่นแห้ง ๒ แผ่น
มะเขือเทศ ๑๐ ลูก
กระดูกหมู ครึ่งกิโล
น้ำตาลปีบ ๑ ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา ๓ ช้อนโต๊ะ
ข้าวขั้ว ๑ถ้วยเล็ก
กระเทียมเจียว
ต้นหอมผักชี้เอาไว้รวยหน้า
เครื่องปรุงแกง
ตะไค้ หัน ๒ ต้น
หอมแดง ๑๐ หัว
กระเทียม ๑๕ กลีบ
ข่าหั่นฝอย ๑ ช้อนชา
ตะไคร้ซอย ๑ ช้อนโต๊ะ
กระชายหั่นฝอย ๑ ถ้วย
พริกแห้ง ๑๐เม็ด
เกลือป่น ๑ ช้อนชา
วิธีทำ
๑.ต้มใบขี้เหล็ก ให้หายขมก่อนแล้วล้างน้ำทิ้ง 3ครั้ง (ก่อนจะนำมาต้มให้ใส่เกลือประมาณ1 ช้อนโต้ะ แล้วแต่ผักจะเยอะหรือมาก หลังจากนั้นบีบน้ำออก หั่นหยาบ (เฉพาะใบ)
๒.เอาเครื่องปรุงมาโขลกพริก ข่า ตะไคร้ กระเทียม หอมแดง ถั่วเนาแผน กะปิ พริกแห้งเกลือ โขลกให้ละเอียด
๓.ตั้งเตาไฟและน้ำมันเอาน้ำพริกลงผัดลงกระทะจนหอม
๔.จากนั้นเอาเนื่อหมูลงผัดคั่วจนสุกพอดี
๕.จากนั้นเอาปลาแห้ง ฉีกให้เป็นชิ้นเล็กๆ เอาผัดคั่วจนหอม
๖.เอามะเขื่อเทศลงคั่วแล้วเอากระดูกหมูคั่วลงกระทะ
๗. พอกระดูกสุกดีก็เอาผักขี้เหล็กที่ต้มแล้วผัดลงในกระทะแล้ว
๘.นำใสขาวคั่วลงกระทะ(ควรยกจากเตาก่อน) ตามด้วยใส่กระเทียวเจียวต้นหอมผักชี
๙.ปรุงรสตามความพอใจ
ภาพพิธีบวงสรวงบรรพกษัตริย์ เทวา อารักษ์
ขุนแน เมืองพะเยา
๔ กพ.๒๕๕๕ บรรยายภาพข่าวชุมนุมผี ๖ ภาพ เป็นภาพ
บรรดาร่างทรงจากต่างจังหวัดและในจังหวัดพะเยาพากันมาร่วมพิธีบวงสรวง เทวา
อารักษ์ ,พญาสะหลีจอมธรรมบรรพกษัตริย์นครหิรัญเงินยาง เชียงแสน
ราชวงศ์ลวจังกราช และเจ้าสี่หมื่นพยาว หมื่นหน่อเทพครู ผู้สร้างวัดลี
ต.เวียง อ.เมืองพะเยา จ.พะเยา ที่มีอายุ ๕๑๗ ปี ณ.ลานบันเทิงวัดลี
โดยงานพิธีมีการฟ้อนผีมดผีเม็งองค์เทพ องค์เจ้า กว่า ๓๐๐ คน
โดยมีผู้คนมาร่วมดูชมกันเป็นจำนวนมาก
โดยทางคณะศิษยานุศิษย์หลวงพ่อพระครูอนุรักษ์ บุรานันท์ (ครูบาชื่น)
เจ้าคณะอำเภอเมืองพะเยา เจ้าอาวาสวัดลี จัดขึ้นเป็นปีที่ ๓
ซึ่งเป็นงานประเพณีสรงน้ำพระธาตุวัดลี ระหว่างวันที่๕-๗ กพ.ศกนี้
รายงานจาก จ.พะเยา
/////////////////////////////////////////////////////////////
๕ กพ.๒๕๕๕ ขุนแฯ เมืองพะเยา รายงานจาก จ.พะเยา
สรงน้ำพระธาตุวัดลี อายุ ๕๑๗ ปี (มีชุมนุมผี)
วันที่ ๕ กพ.๒๕๕๕ เวลา ๑๕.๐๐ น.บริเวณลานบันเทิงวัดลี ต.เวียง อ.เมือง
จ.พะเยาได้มีการจัดงานพิธีบวงสรวง เทวา อารักษ์
,พญาสะหลีจอมธรรมบรรพกษัตริย์นครหิรัญเงินยาง เชียงแสน ราชวงศ์ลวจังกราช
และเจ้าสี่หมื่นพยาว หมื่นหน่อเทพครู ผู้สร้างวัดลี ต.เวียง
อ.เมืองพะเยา จ.พะเยา ที่มีอายุ ๕๑๗ ปี ณ.ลานบันเทิงวัดลี
โดยงานพิธีมีการฟ้อนผีมดผีเม็งองค์เทพ องค์เจ้า กว่า ๓๐๐ คน
โดยมีผู้คนมาร่วมดูชมกันเป็นจำนวนมาก
นายเกรียงศักดิ์ แรกข้าว ครูภูมิปัญญาท้องถิ่น จังหวัดพะเยา กล่าวว่า
ทางคณะศิษยานุศิษย์หลวงพ่อพระครูอนุรักษ์ บุรานันท์ (ครูบาชื่น)
เจ้าคณะอำเภอเมืองพะเยา เจ้าอาวาสวัดลี ได้ร่วมแรงร่วมใจ
จัดงานประเพณีบวงสรงขึ้นเป็นปีที่ ๓
ซึ่งตรงกับงานประเพณีสรงน้ำพระธาตุวัดลี ระหว่างวันที่๕-๗ กพ.ศกนี้
ซึ่งแต่ละปีจะมีการรวมตัวกันหระหว่างทรงองค์เจ้าทั่วทุกสารทิศทั้งในและต่างจังหวัดพะเยา
มาร่วมงานเป็นจำนวนมาก และมีการถวายฟ้อนรำตลอดทั้งวัน
หรือเรียกว่าฟ้อนผีมดผีเม็งหรือมีทรงในร่างขององค์ต่างและในปีนี้มีการมาพบปะกันเป็นจำนวนมาก
และสร้างตื่นเต้นให้แก่ผู้คนที่มาดูชมด้วยเพราะมีร่างทรงบางองค์มีการแสดงอิทธิฤทธิ์ที่คนปกติไม่สามารถทำใด้ให้ดูชมด้วย
สำหรับองค์พระธาตุวัดลีเจ้านั้นมีอายุ ๕๑๗ ปี
และทุกปีจะมีงานสรงน้ำเป็นประเพณีสืบทอดมาตั้งแต่โบราณกาลและเพื่อเป็นการสืบสานและรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีอันเก่าแก่นี้ไว้จึงขอเชิญชวนคณะศรัทธาญาติโยมมาร่วมงานพิธีในในปีนี้โดยทางวัดและคณะศรัทธาได้มีการจัดทำผ้าห่มองค์พระธาตุวัดลีด้วย
และองค์พระธาตุวัดลีกำลังมีการบูรณะใหม่หลังจากที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวที่ผ่านมาด้วยดังกล่าว
ขอเชิญมาทำบุญประเพณีงานทรงน้ำพระธาตุวัดลีประเพณี ๕เป็ง ซึ่งจะจัดตรงกับวัน ๑๕ค่ำเดือน ๕ เหนือของทุกปี และเที่ยวชม และกิ๋นแกงผักขี้เหล็ก ขอขอบคุณทุกท่านที่ได้มาทำบุญครั้งนี้ด้วยเทอญ
ขอเชิญร่วมทำบุญทอดกฐินสามัคคี และสมทบทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม
ผู้ที่มีจิตศรัทธา สามารถทำบุญโดยโอนเงินมาได้ที่ ชื่อบัญชี (เงินบูรณะวัด) บัญชีเลขที่ 512-1-49979-5 ธนาคาร กรุงไทย จำกัดมหาชน
เจ้าภาพกฐิน
คุณ สิน สิริงวน คุณ เสวก พรรัตน์ สิริงวน และครอบครัว
วันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน
- เวลา 09.00 นาฬิกา ตั้งองค์กฐินสามัคคี ณ วัดลี
- เวลา 10.00 นาฬิกา พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์
- เวลา 10.30 นาฬิกา ประกอบพิธีถวายกฐิน
- เวลา 11.00 นาฬิกา ถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์
เสร็จพิธี เชิญรับประทานอาหารร่วมกัน
จึงขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธาร่วมทำบุญปฏิบัติธรรมและร่วมพิธีทอดกฐินดังกล่าวข้างต้นมา ณ โอกาสนี้ ขออานิสงส์แห่งการสร้างบุญบารมีจงเป็นปัจจัยให้ท่านเจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ และมีความเจริญงอกงามในธรรมด้วยเทอญ
การทอดกฐิน เป็นประเพณีที่สำคัญของพุทธศาสนิกชนอย่างหนึ่ง นิยมทำกันตั้งแต่วันแรมค่ำเดือนสิบเอ็ด ไปจนถึงกลางเดือนสิบสอง
คำว่า กฐิน แปลว่า ไม้สะดึง คือกรอบไม้ชนิดหนึ่งสำหรับขึงผ้าให้ตึง สะดวกแก่การเย็บ ในสมัยโบราณเย็บผ้าต้องเอาไม้สะดึงมาขึงผ้าให้ตึงเสียก่อน แล้วจึงเย็บเพราะช่างยังไม่มีความชำนาญเหมื่อนสมัยปัจจุบันนี้ และเครื่องมือในการเย็บก็ยังไม่เพียงพอ เหมือนจักรเย็บผ้าในปัจจุบัน การทำจีวรในสมัยโบราณจะเป็นผ้ากฐินหรือแม้แต่จีวรอันมิใช่ผ้ากฐิน ถ้าภิกษุทำเอง ก็จัดเป็นงานเอิกเกริกทีเดียว เช่นตำนานกล่าวไว้ว่า การเย็บจีวรนั้น พระเถรานุเถระต่างมาช่วยกัน เป็นต้นว่า พระสารีบุตร
พระมหาโมคคัลลานะ พระมหากัสสปะ แม้สมเด็จพระบรมศาสดาก็เสด็จลงมาช่วย ภิกษุสามเณรอื่น ๆ ก็ช่วยขวนขวายในการเย็บจีวร อุบาสกอุบาสิกาก็จัดหาน้ำดื่มเป็นต้น มาถวายพระภิกษุสงฆ์ มีองค์พระสัมมาสัมพุทธะเป็นประธาน โดยนัยนี้ การเย็บจีวรแม้โดยธรรมดา ก็เป็นการต้องช่วยกันทำหลายผู้หลายองค์ (ไม่เหมือนในปัจจุบัน ซึ่งมีจีวรสำเร็จรูปแล้ว)
ผ้ากฐิน โดยความหมายก็คือผ้าสำเร็จรูปโดยอาศัยไม้สะดึง นิยมเรียกกันจนปัจจุบันนี้
การทอดกฐิน คือ การนำผ้ากฐินไปวางไว้ต่อหน้าพระสงฆ์อย่างต่ำห้ารูป แล้วให้พระสงฆ์รูปใดรูปหนึ่งที่ได้รับมอบหมาย จากคณะสงฆ์ทั้งนั้นเป็นเอกฉันท์ให้เป็นผู้รับกฐินนั้น
เขตกำหนดทอดกฐิน
การทอดกฐินเป็นกาลทาน ตามพระวินัยกำหนดกาลไว้ คือ ตั้งแต่แรม 1 ค่ำ เดือน 11 ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ผู้มีจิตศรัทธาเลื่อมใส ใคร่จะทอดกฐิน ก็ให้ทอดได้ในระหว่างระยะเวลานี้ จะทอดก่อนหรือทอดหลังกำหนดนี้ ก็ไม่เป็นการทอดกฐิน
แต่มีข้อยกเว้นพิเศษว่า ถ้าทายกผู้จะทอดกฐินนั้น มีกิจจำเป็น เช่นจะต้องไปในทัพ ไม่สามารถจะอยู่ทอดกฐินตามกำหนดนั้นได้ จะทอดกฐินก่อนกำหนดดังกล่าวแล้วพระสัมมาสัมพุทธะ ทรงอนุญาตให้ภิกษะรับไว้ก่อนได้
การที่มีประเพณีทอดกฐินมีเรื่องว่า ในครั้งพุทธกาล พระภิกษุชาวปาไถยรัฐ (ปาวา) ผู้ทรงธุดงค์ จำนวน ๓๐ รูป เดินทางไกลไปไม่ทันเข้าพรรษา เหลือทางอีกหกโยชน์จะถึงนครสาวัตถี จึงตกลงพักจำพรรษาที่เมืองสาเกตตลอดไตรมาส เมื่อออกพรรษาจึงเดินทางไปเฝ้าพระบรมศาสดา ณ เชตวันมหาวิหารนครสาวัตถี ภิกษุเหล่านั้นมีจีวรเก่า เปื้อนโคลน และเปียกชุ่มด้วยน้ำฝน ได้รับความลำบากตรากตรำมาก พระพุทธเจ้าจึงทรงถือเป็นมูลเหตุ ทรงมีพุทธานุญาตให้ภิกษุที่จำพรรษาครบสามเดือนกรานกฐินได้ และให้ได้รับอานิสงส์ ห้าประการคือ
๑) เที่ยวไปไหนไม่ต้องบอกลา
๒) ไม่ต้องถือไตรจีวรไปครบ
๓) ฉันคณะโภชน์ได้
๔) ทรงอติเรกจีวรได้ตามปรารถนา
๕) จีวรอันเกิดขึ้นนั้นจะได้แก่พวกเธอ และได้ขยายเขตอานิสงส์ห้าอีกสี่เดือน นับแต่กรานกฐินแล้วจนถึงวันกฐินเดาะเรียกว่า มาติกาแปด คือการกำหนดวันสิ้นสุดที่จะได้จีวร คือ กำหนดด้วยหลีกไป กำหนดด้วยทำจีวรเสร็จ กำหนดด้วยตกลงใจ กำหนดด้วยผ้าเสียหาย กำหนดด้วยได้ยินข่าว กำหนดด้วยสิ้นหวัง กำหนดด้วยล่วงเขต กำหนดด้วยเดาะพร้อมกัน
ใจ กำหนดด้วยผ้าเสียหาย กำหนดด้วยได้ยินข่าว กำหนดด้วยสิ้นหวัง กำหนดด้วยล่วงเขต กำหนดด้วยเดาะพร้อมกัน
ฉะนั้น เมื่อครบวันกำหนดกฐินเดาะแล้ว ภิกษุก็หมดสิทธิ์ต้องรักษาวินัยต่อไป พระสงฆ์จึงรับผ้ากฐินหลังออกพรรษาไปแล้ว หนึ่งเดือนได้ จึงได้ถือเป็นประเพณีปฏิบัติสืบต่อกันมาจนทุกวันนี้
การทอดกฐินในปัจจุบัน ถือว่าเป็นทานพิเศษ กำหนดเวลาปีหนึ่งทอดถวายได้เพียงครั้งเดียว ตามอรรถกถาฎีกาต่าง ๆ พอกำหนดได้ว่าชนิดของกฐินมีสองลักษณะ คือ
จุลกฐิน การทำจีวร พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบท ทุกฝ่ายต้องช่วยกันทำให้เสร็จภายในกำหนดหนึ่งวัน ทำฝ้าย ปั่น กรอ ตัด เย็บ ย้อม ทำให้เป็นขันธ์ได้ขนาดตามพระวินัย แล้วทอดถวายให้เสร็จในวันนั้น
มหากฐิน คืออาศัยปัจจัยไทยทานบริวารเครื่องกฐินจำนวนมากไม่รีบด่วน เพื่อจะได้มีส่วนหนึ่งเป็นทุนบำรุงวัด คือทำนวกรรมบ้าง ซ่อมแซมบูรณของเก่าบ้าง ปัจจุบันนิยมเรียกกันว่า กฐินสามัคคี
การทอดกฐินในเมืองไทย แบ่งออกตามประเภทของวัดที่จะไปทอด คือพระอารามหลวง ผ้าพระกฐินที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานด้วยพระองค์เอง หรือโปรดเกล้า ฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์ผู้ใหญ่ไปพระราชทาน เครื่องกฐินทานนี้จัดด้วยพระราชทรัพย์ของพระองค์เอง เรียกว่า กฐินหลวง บางทีก็เสด็จไปพระราชทานยังวัดราษฎร์ด้วย นิยมเรียกว่า กฐินต้น ผ้ากฐินทานนอกจากที่ได้รับกฐินของหลวงโดยตรงแล้ว พระอารามหลวงอื่น ๆ จะได้รับ กฐินพระราชทาน ซึ่งโปรดเกล้า ฯ พระราชทานผ้ากฐินทาน และเครื่องกฐินแก่พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชบริพาร ส่วนราชการ หรือเอกชนให้ไปทอด โดยรัฐบาลโดยกรมศาสนาจัดผ้าพระกฐินทาน และเครื่องกฐินถวายไป ผู้ได้รับพระราชทานอาจจะถวายจตุปัจจัย หรือเงินทำบุญที่วัดนั้นโดยเสด็จในกฐินพระราชทานได้
ส่วนวัดราษฎร์ทั่วไป คณะบุคคลจะไปทอดโดยการจองล่วงหน้าไว้ก่อนตั้งแต่ในพรรษา ก่อนจะเข้าเทศกาลกฐินถ้าวัดใดไม่มีผู้จอง เมื่อใกล้เทศกาลกฐิน ประชาชนทายกทายิกาของวัดนั้น ก็จะรวบรวมกันจัดการทอดกฐิน ณ วัดนั้นในเทศกาลกฐิน
การจองกฐิน
วัดราษฎร์ทั่วไป นิยมทำเป็นหนังสือจองกฐินไปติดต่อประกาศไว้ยังวัดที่จะทอดถวาย เป็นการเผดียงสงฆ์ให้ทราบวันเวลาที่จะไปทอด หรือจะไปนมัสการเจ้าอาวาสให้ทราบไว้ก็ได้
สำหรับการขอพระราชทานผ้าพระกฐินไปทอด ณ พระอารามหลวงให้แจ้งกรมการศาสนา เพื่อขึ้นบัญชีไว้กราบบังคมทูลและแจ้งให้วัดทราบ ในทางปฏิบัติผู้ขอพระราชทานจะไปติดต่อกับทางวัดในรายละเอียดต่าง ๆ จนก่อนถึงวันกำหนดวันทอด จึงมารับผ้าพระกฐิน และเครื่องกฐินพระราชทานจากกรมศาสนา
การนำกฐินไปทอด
ทำได้สองอย่าง อย่างหนึ่งคือนำผ้ากฐินทานกับเครื่องบริวารที่จะถวายไปตั้งไว้ ณ วัดที่จะทอดก่อน พอถึงวันกำหนดเจ้าภาพผู้เป็นเจ้าของกฐิน หรือรับพระราชทานผ้ากฐินทานมาจึงพากันไปยังวัดเพื่อทำพิธีถวาย อีกอย่างหนึ่ง ตามคติที่ถือว่าการทอดกฐินเป็นการถวายทานพิเศษแก่พระสงฆ์ที่ได้จำพรรษาครบ ไตรมาส นับว่าได้กุศลแรง จึงได้มีการฉลองกฐินก่อนนำไปวัดเป็นงานใหญ่ มีการทำบุญเลี้ยงพระที่บ้านของผู้เป็นเจ้าของกฐิน และเลี้ยงผู้คน มีมหรสพสมโภช และบางงานอาจมีการรวบรวมปัจจัยไปวัดถวายพระอีกด้วยเช่น ในกรณีกฐินสามัคคี พอถึงกำหนดวันทอดก็จะมีการแห่แหนเป็นกระบวนไปยังวัดที่จะทอด มีเครื่องบรรเลงมีการฟ้อนรำนำขบวนตามประเพณีนิยม
การถวายกฐิน
นิยมถวายในโบสถ์ โดยเฉพาะกฐินพระราชทาน ก่อนจะถึงกำหนดเวลาจะเอาเครื่องบริวารกฐินไปจัดตั้งไว้ในโบสถ์ก่อน ส่วนผ้ากฐินพระราชทานจะยังไม่นำเข้าไป พอถึงกำหนดเวลาพระสงฆ์ที่จะรับกฐิน จะลงโบสถ์พร้อมกัน นั่งบนอาสนที่จัดไว้ เจ้าภาพของกฐิน พร้อมด้วยผู้ร่วมงานจะพากันไปยังโบสถ์ เมื่อถึงหน้าโบสถ์เจ้าหน้าที่จะนำผ้าพระกฐินไปรอส่งให้ประธาน ประธานรับผ้าพระกฐินวางบนมือถือประคอง นำคณะเดินเข้าสู่โบสถ์ แล้วนำผ้าพระกฐินไปวางบนพานที่จัดไว้หน้าพระสงฆ์ และหน้าพระประธานในโบสถ์ คณะที่ตามมาเข้านั่งที่ ประธานจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย แล้วกราบพระพุทธรูปประธานในโบสถ์แบบเบญจางคประดิษฐ์สามครั้ง แล้วลุกมายกผ้าพระกฐินในพานขึ้น ดึงผ้าห่มพระประธานมอบให้เจ้าหน้าที่ รับไปห่มพระประธานทีหลัง แล้วประนมมือวางผ้าพระกฐินบนมือทั้งสอง หันหน้าตรงพระสงฆ์แล้วกล่าวคำถวายผ้าพระกฐิน จบแล้วพระสงฆ์รับ สาธุการ ประธานวางผ้าพระกฐินลงบนพานเช่นเดิม แล้วกลับเข้านั่งที่ ต่อจากนี้ไปเป็นพิธีกรานกฐินของพระสงฆ์
กฐินของประชาชน หรือ กฐินสามัคคี หรือในวัดบางวัดนิยมถวายกันที่ศาลาการเปรียญ หรือวิหารสำหรับทำบุญ แล้วเจ้าหน้าที่จึงนำผ้ากฐินที่ถวายแล้วไปถวายพระสงฆ์ ทำพิธีกรานกฐินในโบสถ์เฉพาะพระสงฆ์อีกทีหนึ่ง
การทำพิธีกฐินัตการกิจของพระสงฆ์ เริ่มจากการกล่าวคำขอความเห็นที่เรียกว่า อปโลกน์ และการสวดญัตติทุติยกรรม คือการยินยอมยกให้ ต่อจากนั้นพระสงฆ์รูปที่ได้รับความยินยอม นำผ้าไตรไปครองเสร็จแล้วขึ้นนั่งยังอาสนเดิม ประชาชนผู้ถวายพระกฐินทาน ทายกทายิกา และผู้ร่วมบำเพ็ญกุศล ณ ที่นั้น เข้าประเคนสิ่งของอันเป็นบริวารขององค์กฐินตามลำดับจนเสร็จแล้ว พระสงฆ์ทั้งนั้นจับพัด ประธานสงฆ์เริ่มสวดนำด้วยคาถาอนุโมทนา ประธานหรือเจ้าภาพ กรวดน้ำ และรับพรจนจบ เป็นอันเสร็จพิธี
คำถวายกฐิน
มีอยู่สองแบบด้วยกันคือ แบบเก่า และแบบใหม่ ดังนี้
คำถวายแบบมหานิกาย
อิมํ สปริวารํ กฐินจีวรทสฺสํ สงฺฆสฺส โอโณชยาม (กล่าวสามหน)
ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายผ้าจีวรกฐิน พร้อมกับของบริวารนี้แก่พระสงฆ์ (กล่าวสามหน)
คำกล่าวแบบธรรมยุต
อิมํ มยํ ภนฺเต สปริวารํ กฐินจีวรทสฺสํ สงฺฆสฺส โอโณชยาม สาธุ โน ภนฺเต สงฺโฆ อิมํ ปริวารํ กฐินจีวรทุสฺสํ ปฏิคฺคณฺหาตุ ปฏิคฺคเหตฺวา จ อิมินา ทุสฺเสน กฐินํ อตฺถรตุ อมฺหากํ ฑีฆรตฺตํ หิตาย สุขาย
ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายผ้าจีวรกฐิน กับของบริวารนี้แก่พระสงฆ์ ขอพระสงฆ์จงรับผ้ากฐิน พร้อมกับของบริวารของข้าพเจ้าทั้งหลาย ครั้งรับแล้วจงกราลกฐินด้วยผ้าผืนนี้ เพื่อประโยชน์ และความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย ตลอดกาลนาน เทอญ ฯ
ผู้ประสงค์จะทอดกฐินจะทอดจะทำอย่างไร
พุทธศาสนิกชนทั่วไป ย่อมถือกันว่า การทำบุญทอดกฐินเป็นกุศลแรง เพราะเป็นกาลทาน ทำได้เพียงปีละ 1 ครั้งและต้องทำในกำหนดเวลาที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ ดังนั้นถ้ามีความเลื่อมใสใคร่จะทอดกฐินบ้างแล้ว พึ่งปฏิบัติดังต่อไปนี้
จองกฐิน เมื่อจะไปจองกฐิน ณ วัดใด พอเข้าพรรษาแล้ว พึงไปมนัสการสมภารเจ้าวัดนั้น กราบเรียนแก่ท่านว่าตนมีความประสงค์จะขอทอดกฐิน แล้วเขียนหนังสือปิดประกาศไว้ ณ วัดนั้น เพื่อให้รู้ทั่ว ๆ กัน การที่ต้องไปจองก่อนแต่เนิ่น ๆ ก็เพื่อให้ได้ทอดวัดที่ตนต้องการ หากมิเช่นนั้นอาจมีผู้อื่นไปจองก่อน นี้กล่าวสำหรับวัดราษฎร์ ซึ่งราษฎรมีสิทธิจองได้ทุกวัด แต่ถ้าวัดนั้นเป็นวัดหลวง อันมีธรรมเนียมว่าต้องได้รับกฐินหลวงแล้ว ทายกนั้น ครั้นกราบเรียนเจ้าอาวาสท่านแล้ว ต้องทำหนังสือยื่นต่อกองสัมฆการีกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ ขอเป็นกฐินพระราชทาง ครั้นคำอนุญาตตกไปถึงแล้ว จึงจะจองได้
เตรียมการ ครั้นจองกฐินเรียบร้อยแล้ว เมื่อออกพรรษาแล้ว จะทอดกฐินในวันใด ก็กำหนดให้แน่นอน แล้วกราบเรียนให้เจ้าวัดท่านทราบวันกำหนดนั้น ถ้าเป็นอย่างชนบท สมภารเจ้าวัด ก็บอกติดต่อกับชาวบ้านว่าวันนั้นว่านี้เป็นวันทอดกฐิน ให้ร่วมแรงร่วมใจกันจัดหาอาหารไว้เลี้ยงพระ และเลี้ยงผุ้มาในการกฐิน
ครั้นกำหนดวันทอดกฐินแล้ว ก็เตรียมจัดหาเครื่องผ้ากฐิน คือไตรจีวร พร้อมทั้งเครื่องบริขารอื่น ๆ ตามแต่มีศรัทธามากน้อย (ถ้าจัดเต็มที่มักมี 3 ไตร คือ องค์ครอง 1 ไตร คู่สวดองค์ละ 1 ไตร)
วันงาน พิธีทอดกฐินเป็นบุญใหญ่ดังกล่าวมาแล้ว ดังนั้น โดยมากจึงจัดงานเป็น 2 วัน วันต้นตั้งองค์พระกฐินที่บ้านของเจ้าภาพก็ได้ จะไปตั้งที่วัดก็ได้ กลางคืนมีการมหรสพครึกครื้นสนุกสนาน ญาติพี่น้องและมิตรสหายก็มักจะมาร่วมอนุโมทนา รุ่งขึ้นเป็นที่วัดทอด ถ้าไปทางบก ก็มีแห่ทางขบวนรถหรือเดินขบวนกันไป มีแตรวงหรืออื่น ๆ เป็นการครึกครื้น ถ้าไปทางเรือก็มีแห่งทางขบวนเรือสนุกสนาน โดยมากมักแห่ไปตอนเช้า และเลี้ยงพระเพล การทอดกฐิน จะทอดในตอนเช้านั้นก็ได้ ทอดเพลแล้วก็ได้ สุดแล้วแต่สะดวก การเลี้ยงพระ ถ้าเป็นอย่างในชนบท ชาวบ้านจัดภัตตาหารเลี้ยงด้วย เจ้าของงานกฐินก็จัดไปด้วย อาหารมากมายเหลือเฟือ แม้ข้อนี้ ก็สุดแต่กาละเทศะแห่งท้องถิ่น
อนึ่ง ถ้าตั้งองค์กฐินในวัดที่จะทอดนั้น เช่น ในชนบทตอนเย็น ก็แห่งองค์พระกฐินไปตั้งที่วัด กลางคืนมีการฉลองรุ่งขึ้น เลี้ยงพระเช้าแล้ว ทอดกฐิน ถวายภัตตาหารเพล
การถวายผ้ากฐิน การถวายผ้ากฐินน้น คือ เมื่อพระสงฆ์ประชุมพร้อมกันแล้ว เจ้าภาพอุ้มผ้ากฐินนั่งหันหน้าตรงต่อพระประธาน ตั้งนะโม 3 จบ แล้วหันหน้ามาทางพระสงฆ์ กล่าวคำถวายผ้ากฐิน 3 จบ ถ้าเป็นกฐินสามัคคีก็มักเอาด้วยสายสิญจน์โยงผ้ากฐิน เมื่อจับได้ทั่วถึงกัน แล้วหัวหน้านำว่าคำถวาย ครั้นจบแล้ว พระสงฆ์รับว่า สาธุ เจ้าภาพก็ประเคนผาไตรกฐินแก่ภิกษุผู้เถระ ครั้นแล้วประเคนเครื่องบริขารอื่น ๆ เสร็จแล้ว พระสงฆ์ก็ทำพิธีมอบผ้าให้แก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ซึ่งเป็นพระเถระ มีจีวรเก่า รู้ธรรมวินัย ครั้นเสร็จแล้ว พระสงฆ์อนุโมทนา เจ้าภาพกรวดน้ำรับพร ก็เป็นอันเสร็จพิธีการทอดกฐินเพียงนี้
พิธีกรานกฐิน
พิธิกรานกฐินเป็นพิธีฝ่ายภิกษุสงฆ์โดยเฉพาะคือภิกษุผู้ได้รับมอบผ้ากฐินนั้น นำผ้ากฐินไปทำเป็นไตรจีวรผืนใดผืนหนึ่ง เย็บ ย้อม แห้ง เรียบร้อยดีแล้ว เคาะระฆัง ประชุมกันในโรงพระอุโบสถ ภิกษุผู้รับผ้ากฐิน ถอนผ้าเก่าอธิษฐานผ้าใหม่ที่ตนได้รับนั้นเข้าชุดเป็นไตรจีวร
เสร็จแล้ว ภิกษุรูปหนึ่ง ขึ้นสู่ธรรมาสน์แสดงพระธรรมเทศนา กล่าวคือเรื่องประวัติกฐินและอานิสงส์ครั้งแล้วภิกษุผู้รับผ้ากฐิน นั่งคุกเข่าตั้งนะโม 3 จบ แล้วเปล่งวาจาในท่ามกลางชุมนุมนั้น ตามลักษณะผ้าที่กรานดังนี้
ถ้าเป็นผ้าสังฆาฏิ เปล่งวาจากรานกฐินว่า “อิมายสงฺฆาฏิยา กฐินํ อตฺถรามิ” แปลว่า ข้าพเจ้ากรานกฐินด้วยผ้าสัมฆาฎินี้ (ในเวลาว่านั้นไม่ต้องว่าคำแปลนี้) 3 จบ
ถ้าเป็นผ้าอุตตราสงค์เปล่งวาจากรานกฐินว่า “อิมินาอุตฺตราสงฺเคน กฐินํ อตฺถรามิ” แปลว่าจ้าพเจ้ากรานกฐิน ด้วยผ้าอุตตราสงค์นี้ 3 จบ
ถ้าเป็นผ้าอันตรวาสก (สบง) เปล่งวาจากรานกฐินว่า “อิมินา อนฺตรวาสเกน กฐินํ อตฺถรามิ” แปลว่าข้าพเจ้ากรานกฐิน ด้วยผ้าอันครวาสกนี้ 3 จบ
ลำดับนั้น สงฆ์นั่งคุกเข่าพร้อมกันแล้วกรานพระ 3 หนเสร้จแล้ว ตั้งนโมพร้อมกัน 3 จบ แล้วท่านผู้ได้รับผ้ากฐินหันหน้ามายังกลุ่มภิกษุสงษ์ กล่าวคำอนุโมทนาประกาศดังนี้
“อตฺถตํ อาวุโส สงฺฆสฺส กฐินํ ธมฺมิโก กฐินตฺถาโร อนุโมทามิ” 3 จบ (แปลว่า อาวุโส! กฐินสงฆ์กราบแล้ว การกรานกฐินเป็นธรรม ข้าพเจ้าขออนุโมทนา)
คำว่า อาวุโส นั้น ถ้ามีภิกษุอื่นซึ่งมีพรรษามากกว่าภิกษุผู้ครองกฐินแม้เพียงรูปเดียวก็ตาม ให้เปลี่ยนเป็น ภนฺเต
ต่อนั้น สงฆ์ทั้งปวงรับว่า สาธุ พร้อมกันแล้วให้ภิกษุทั้งปวง อนุโมทนาเรียงองค์กันไปทีละรูป ๆ ว่า “อตฺถตํ ภนฺเต สงฺฆสฺส กฐินฺ ธมฺมิโก กฐินตฺถาโร อนุโมทามิ” 3 จบสงฆ์ทั้งปวงรับว่า สาธุ ทำดังนี้ จนหมดภิกษุผู้ประชุมอนุโมทนา
(ถ้าผู้อนุโมทนา มีพรรษษแก่กว่าสงฆ์ทั่งปวง ให้เปลี่ยนคำว่า ภนฺเต เป็น อาวุโส)
ในการว่าคำอนุโมทนานี้พึงนั่งคุกเข่าประนมมือเสร้จแล้วจึงนั่งพับเพียงลง
เมื่อเสร็จแล้ว ให้นั่งพร้อมกันคุกเข่าประนมมือ หันหน้าตรงต่อพระพุทธปฏิมา ว่าพร้อมกันอีก 3 จบ แต่ให้เปลี่ยนคำว่า อนุโมทามิ เป็น อนุโมทาม เป็นอันเสร็จไปชั้นหนึ่ง
ต่อแต่นั้นกราบพระ 3 หน นั่งพับเพียบ สวดปาฐะและคาถาเนื่องด้วยกรานกฐิน จบแล้วก็เป็นเสร็จพิธีการกรานกฐิน
อานิสงส์กฐินสำหรับพระ
ในพระวินัย ระบุอานิสงส์กฐินไว้ 5 คือ
1. เข้าบ้านได้โดยมิต้องบอกลาภิกษุด้วยกัน
2. เอาไตรจีวรไปโดยไม่ครบสำรับได้
3. ฉันอาหารเป็นคณะโภชน์ได้
4. เก็บจีวรไว้ได้ตามปรารถนา
5. ลาภที่เกิดขึ้นเป็นของเธอผู้จำพรรษาในวัดนั้น
อนิสงส์กฐินสำหรับผู้ทอด
โดยทั่วไปผู้เขียนเองและแม้ผู้รู้บางท่านก็ยังไม่เคยพบในพระบาลีที่ระบุไว้โดยตรง แต่ว่าการทอดกฐินเป็นกาลทาน ปีหนึ่งทำได้ครั้งเดียว วันหนึ่งทำได้ครั้งเดียวในปีหนึ่ง ๆ ต้องทำภายในกำหนดเวลา และผู้ทอดก็ต้องตระเตรียมจัดทำเป็นงานใหญ่ ต้องมีผู้ช่วยเหลือหลายคน จึงนิยมกันว่าเป็นพิธีบุญที่อานิสงส์แรง น่าคิดอีกทางหนึ่งว่า พิธีเช่นนี้ได้ทั้งโภคสมบัติ เพราะเราเองบริจาค ได้ทั่งบริวารสมบัติเพราะได้บอกบุญแก่ญาติมิตรใหมาร่วมการกุศล กาลทานเช่นนี้ เรียกว่า ทานทางพระวินัย
คำถวายผ้ากฐิน อย่างมหานิกาย
อิมํ สปริวารํ กฐินจีวรทุสฺสํ สงฺฆสฺส โอโณชยาม (ว่า 3 หน)
แปลว่า “ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายผ้ากฐินจีวรกับทั้งบริวารนี้ แด่พระสงฆ์”
คำถวายผ้ากฐิน อย่างธรรมยุตติกนิกาย
อิมํ ภนฺเต สปริวารํ กฐินนทุสฺสํ สงฺฆสฺส โอโณชยาม สาธุ โน ภนฺเต สงฺโฆ อิมํ สปริวารํ กฐินทุสฺสํ ปฏิคฺคณฺหาตุ ปฏิคฺคเหตฺวา จ อิมินา ทุสฺเสน กฐินํ อตฺถรตุ อมฺหากํ ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขาย
แปลว่า “ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอน้อมถวายผ้ากฐิน พร้อมทั้งบริวารนี้ ของข้าพเจ้าทั้งหลาย และครั้นรับแล้วขอจงกรานกฐินด้วยผ้านี้ เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนานเทอญ”
หมายเหตุ
ในการทอดกฐินนี้ ยังมีกฐินและข้อพิเศษที่ควรนำมากล่าวไว้ด้วย คือ 1. จุลกฐิน 2.ธงจระเข้
1. จุลกฐิน มีกฐินพิเศษอีกชนิดหนึ่ง เรียกว่าจุลกฐินเป็นงานที่มีพิธีมาก ถือกันว่ามาแต่โบราณว่า มีอานิสงส์มากยิ่งนัก วิธีทำนั้น คือเก็บผ้ายมากรอเป็นด้วย และทอให้แล้วเสร็จเป็นผืนผ้าในวันเดียวกัน และนำไปทอดในวันนั้น กฐินชนิดนี้ ต้องทำแข่งกับเวลา มีผู้ทำหลายคน แบ่งกันเป็นหน้าที่ ๆ ไป ในปัจจุบันนี้ไม่ค่อยนิยมทำกันแล้ว
“วิธีทอดจุลกฐินนี้ มีปรากฏในหนังสือเรื่องคำให้การชาวกรุงเก่าว่า บางทีเป็นของหลวงทำในวันกลางเดือน 12 คือ ถ้าสืบรู้ว่าวัดไหนยังไม่ได้รับกฐิน ถึงวันกลางเดือน 12 อันเป็นที่สุดของพระบรมพุทธานุญาตซึ่งพระสงฆ์จะรับกฐินได้ในปีนั้น จึงทำผ้าจุลกฐินไปทอด มูลเหตุของจุลกฐินคงเกิดแต่จะทอดในวันที่สุดเช่นนี้ จึงต้องรีบร้อนขวนขวายทำให้ทัน เห็นจะเป็นประเพณีมีมาเก่าแก่ เพราะถ้าเป็นชั้นหลังก็จะเที่ยวหาซื้อผ้าไปทอดได้หาพักต้องทอใหม่ไม่” (จากวิธีทำบุญ ฉบับหอสมุด หน้า 119)
2. ธงจระเข้ ปัญหาที่ว่าเพราะเหตุไรจึงมีธงจระเข้ยกขึ้นในวัดที่ทอดกฐินแล้ว ยังไม่ปรากฎหลักฐาน และข้อวิจารณ์ อันสมบูรณ์โดยมิต้องสงสัย เท่าที่รู้กันมี 2 มติ คือ
1. ในโบราณสมัย การจะเดินทางต้องอาศัยดาวช่วยประกอบเหมือน เช่น การยกทัพเคลื่อนขบวนในตอนจวนจะสว่าง จะต้องอาศัยดาวจระเข้นี้ เพราะดาวจระเข้นี้ขึ้นในจวนจะสว่าง การทอดกฐิน มีภาระมาก บางทีต้องไปทอด ณ วัดซึ่งอยู่ไกลบ้าน ฉะนั้น การดูเวลาจึงต้องอาศัยดาว พอดาวจระเข้ขี้น ก็เคลื่อนองค์กฐินไปสว่างเอาที่วัดพอดี และต่อมาก็คงมีผู้คิดทำธงในงานกฐิน ในชั้นต้น ก็คงทำธงทิวประดับประดาให้สวยงานทั้งที่องค์กฐิน ทั้งที่บริเวณวัดและภายหลัย คงหวั่นจะให้เป็นเครื่องหมายเนื่องด้วยการกฐิน ดังนั้น จึงคิดทำธงรูปจระเข้ เสมือนประกาศให้รู้ว่าทอดกฐินแล้ว
2. อีกมติหนึ่งเล่าเป็นนิทานโบราณว่า ในการแห่กฐินในทางเรือของอุบาสกผู้หนึ่ง มีจระเข้ตัวหนึ่งอยากได้บุญจึงอุตส่าห์ว่ายตามเรือไปด้วย แต่ยังไม่ทันถึงวัดก็หมดกำลังว่ายตามต่อไปอีกไม่ไหว จึงร้องบอกอุบาสกว่า เหนื่อยนักแล้ว ไม่สามารถจะว่ายตามไปร่วมกองการกุศล วานท่านเมตตาช่วยเขียนรูปข้าพเจ้า เพื่อเป็นสักขีพยานว่าได้ไปร่วมการกุศลด้วยเถิด อุบาสกผู้นั้นจึงได้เขียนรูปจระเข้ยกเป็นธงขึ้นในวัดเป็นปฐม และสืบเนื่องมาจนบัดนี้



























