ข่าวสารวัดลี

ขอเชิญเป็นเจ้าภาพแผ่นทอง จังโก ทองคำเปลวปิดหุ้มองค์พระธาตุวัดลี ต.เวียง อ.เมือง.จ.พะเยา

ผู้ที่มีจิตศรัทธา สามารถทำบุญโดยโอนเงินมาได้ที่  ชื่อบัญชี (เงินบูรณะวัด) บัญชีเลขที่  512-1-49979-5 ธนาคาร กรุงไทย จำกัดมหาชน

เชิญเที่ยว

โครงการอิ่มบุญเข้าพรรษไหว้สาพระเจ้า ๙ วัดจังหวัดพะเยา เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๔ พรรษาและตามรอยเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าในจังหวัด พะเยา ไหว้นมัสการพระธาตุสำคัญ ๙ พระธาตุ อาทิเช่น พระธาตุจำม่วง พระธาตุจอมทอง พระธาตุวัดป่าแดงบุญนาค พระธาตุวัดลี พระธาตุปูปอ พระธาตุภูขวาง พระธาตุจอมศีล พระธาตุดอยน้อย พระธาตุแช่โหว้ หรือ พระธาตุแจโว ไหว้พระเจ้าตนหลวง วัดศรีโคมคำ พระคู่บ้านคู่เมืองพะเยา เยี่ยมชมวัดอนาลโยทิพยาราม ซึ่งเป็นอุทยานพระพุทธศาสนา ไหว้พระเจ้าทองทิพย์ พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของอำเภอแม่ใจ ไหว้พระเจ้าทันใจ วัดศรีชุม อายุราว ๑,๐๐๐ ปี เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ของจังหวัดพะเยา เช่น หอวัฒนธรรมนิทัศน์จังหวัดพะเยา พิพิธภัณฑ์วัดศรีสุพรรณ พิพิธภัณฑ์เวียงพยาว (วัดลี) พิพิธภัณฑ์ปลาบึก เป็นต้น ไหว้อนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งเมืองพะเยา นั่งเรือไหว้พระกลางน้ำ กว๊านพะเยา สัมพัสกับบรรยากาศของกว๊านพะเยา ซึ่งกว๊านพะเยาเป็นทะเลสาบที่ใหญ่เป็นอันดับ ๓ ของประเทศ รองจากบึงบอระเพ็ด และหนองหาน และอื่นๆ เป็นต้น

วันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๕

กำหนดการ โครงการอิ่มบุญเข้าพรรษไหว้สาพระเจ้า ๙ วัด

ดูแผนที่

กำหนดการเมื่อจัดครั้งแรก วันที่ ๙ กันยายน ๒๕๕๔

ขอเชิญทำบุญประเพณีสรงน้ำพระธาตุวัดลี บรวงสรวงพยาสะหลีจอมธรรมและเจ้าสี่หมื่นพะยาวหมื่นหน่อเทพครู บูรพกษัตริยาธิราชเจ้า

กำหนดการ วันที่ ๕-๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

ผู้ที่มีจิตศรัทธา สามารถทำบุญโดยโอนเงินมาได้ที่  ชื่อบัญชี (เงินบูรณะวัด) บัญชีเลขที่  512-1-49979-5 ธนาคาร กรุงไทย จำกัดมหาชน

(พิธีสรงน้ำพระบรมธาตุฯเดือนห้าเป็ง)

“ในหลวง”พระราชทานน้ำพระพุทธมนต์หลวงสรงองค์พระธาตุเจ้าวัดลีอายุ  ๕๑๗  ปี”

วันนี้ ๗ ก.พ.๒๕๕๕เวลา ๑๕.๐๐ น.
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
ได้พระราชทานน้ำพระพุทธมนต์หลวงสรงพระธาตุเจ้าวัดลี ต.เวียง อ.เมือง
จ.พะเยา  โดยทางสำนักงานเทศบาลเมืองพะเยา
ได้อัญเชิญแห่น้ำพระพุทธมนต์หลวงรอบเมืองพะเยา
ก่อนจะนำไปประกอบพิธีอัญเชิญน้ำพระพุทธมนต์หลวง  สรงพระธาตุเจ้าวัดลี
ที่มีอายุ ๕๑๗ ปี  โดยมีท่านพระครูอนุรักษ์บุรานันท์ และนายไมตรี  อินทุสุต
ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยาเป็นประธาน
พร้อมด้วยบรรดาพระเถรานุเถระข้าราชการ พ่อค้า นักเรียน นักศึกษา
และประชาชนชาวจังหวัดพะเยาร่วมงานพิธีสรงน้ำพระพุทธมนต์หลวงพระธาตุเจ้าวัดเป็นจำนวนมาก
สำหรับงานประเพณีสรงน้ำพระธาตุวัดลี  ได้ทำเป็นประจำทุกปี
โดยตรงกับเดือน ๕ ขึ้น๑๓ –๑๕ ค่ำ ตั้งแต่โบราณกาลตลอดมา   และในปีนี้
ทางวัดลี  ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
พระราชทานน้ำพระพุทธมนต์หลวงสรงพระธาตุวัดลี
จนคณะพระเถรานุเถระข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ทั้งภาครัฐ-เอกชนและประชาชนชาวจังหวัดพะเยา
ต่างรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
เป็นอย่างยิ่ง…

สาระ การสรงน้ำพระบรมสารีริกธาตุ และ พระธาตุ เป็นประเพณีความเชื่อดั้งเดิมมาแต่โบราณ ที่นิยมกระทำเป็นประจำทุกปี เปรียบเสมือนการได้สรงน้ำพระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์ทั้งหลาย โดยทั่วไปจะกระทำในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา หรือ วันงานเทศกาลประจำปี เช่น สงกรานต์ เป็นต้น และวิธีปฏิบัติในการสรงน้ำ ก็จะแตกต่างกันไป แล้วแต่ความเชื่อและความศรัทธาของแต่ละท้องที่นั้นๆ หรือ แล้วแต่บุคคล

๑.สรงน้ำองค์พระบรมสารีริกธาตุหรือพระธาตุโดยตรงวิธีนี้แบ่งออกได้เป็น ๒ วิธีการ คือ

๑๑อัญเชิญองค์พระธาตุลงบนผ้าขาวบาง ซึ่งขึงอยู่บนปากภาชนะรองรับน้ำ ทำการสรงน้ำโดยค่อยๆรดสรงลงบนองค์พระธาตุ วิธีการนี้น้ำจะไหลผ่านองค์พระธาตุ ซึมลงสู่ผ้าขาวและไหลรวมสู่ภาชนะที่รองรับด้านล่าง

๑.๒ใส่น้ำที่จะใช้สำหรับสรงองค์พระธาตุ ลงในภาชนะ ค่อยๆช้อนองค์พระธาตุลงในภาชนะ เมื่อสรงเสร็จแล้วจึงอัญเชิญขึ้นจากน้ำทั้งนี้ เมื่อทำการสรงน้ำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พึงอัญเชิญองค์พระธาตุขึ้น แล้วซับให้แห้ง ก่อนจะอัญเชิญบรรจุลงในภาชนะตามเดิม

๒.สรงน้ำภาชนะหรือสถานที่บรรจุองค์พระบรมสารีริกธาตุหรือพระธาตุ

วิธีการนี้นิยมใช้สำหรับสรงน้ำพระบรมธาตุเจดีย์โดยทั่วไป, เจดีย์บรรจุพระธาตุที่ปิดสนิท หรือ ต้องการความสะดวกรวดเร็ว ในกรณีที่มีผู้ร่วมสรงน้ำเป็นจำนวนมาก โดยการตักน้ำที่ใช้สำหรับสรง ราดไปบนพระเจดีย์
น้ำที่ใช้ในการสรง

น้ำที่นำมาใช้ในการสรงพระบรมสารีริกธาตุ และ พระธาตุนั้น มีวิธีการเตรียมคล้ายกับการเตรียมน้ำ เพื่อใช้สำหรับสรงน้ำพระพุทธรูป ซึ่งการจะเลือกใช้แบบใดนั้น ก็ขึ้นอยู่กับความเชื่อและเหตุผลของแต่ละบุคคล รวมถึงความสะดวกในการจัดหาด้วย เมื่อทำการสรงเสร็จแล้ว น้ำที่ผ่านการสรงองค์พระธาตุ นิยมนำมาประพรมเพื่อเป็นสิริมงคล เสมือนหนึ่งน้ำพระพุทธมนต์ ซึ่งน้ำที่ใช้ในการสรงพระบรมสารีริกธาตุ และ พระธาตุนั้น แบ่งออกเป็น 2 แบบ ดังนี้

๑. น้ำสะอาดบริสุทธิ์

…………มีผู้อธิบายว่า สาเหตุที่ต้องใช้น้ำบริสุทธิ์ในการสรงน้ำองค์พระธาตุนั้น เนื่องจากว่า องค์พระธาตุนั้น เกิดมาแต่ผู้บริสุทธิ์ ธาตุเหล่านั้นจึงเป็นของบริสุทธิ์ ไม่สมควรจะเอาสิ่งใดๆก็ตาม เจือปนลงไปแปดเปื้อนองค์พระธาตุ แต่อีกเหตุผลกล่าวว่า ในน้ำหอมหรือดอกไม้ อาจมีสารใดๆก็ตามเจือปน จนอาจทำให้องค์พระธาตุหมองลงได้

๒. น้ำสะอาดเจือด้วยสิ่งบูชา

…………น้ำลักษณะนี้นิยมใช้สรงน้ำพระธาตุโดยทั่วไป นัยว่าได้ถวายเป็นอามิสบูชาต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือ พระอรหันตสาวกทั้งปวง ซึ่งสิ่งบูชาที่เจือลงในน้ำก็แล้วแต่ความชอบ และความเชื่อในแต่ละท้องถิ่น ยกตัวอย่างเช่น น้ำหอม น้ำอบ ดอกไม้ กลีบดอกไม้ ฝักส้มป่อย หรือ แก่นไม้จันทน์ฝน เป็นต้น ส่วนทางภาคเหนือนิยมใส่ส้มป่อย เพราะเชื่อว่าปล่อยเคาระห์ปล่อยนาม

คำไหว้พระธาตุวัดลี


คำขอโอกาสสรงน้ำพระธาตุ

(ก่อนจะสรงน้ำพระธาตุให้ยกขันน้ำหอมขึ้นใส่หัว แล้วผู้เป็นหัวหน้าว่าคำขอโอกาสดังนี้)

โย สนฺนิสินโน วรโพธิมูเล มารํ สเสนํ สุชิตํ วิเชยฺย
สมฺโพติมาคจฺฉิ อนนฺตญาโณ โลกุตฺตโม ตํ ปณมามิ พุทธํ

สาธุ โอกาสะ ข้าแต่องค์พระมหาชินธาตุเจ้า วันนี้ก็เป็นวันดีดิถีอันวิเศษ เหตุว่าสมณะศรัทธาและมูลศรัทธาผู้ข้าทั้งหลาย ก็ได้ขวนขวายตกแต่งน้อมนำมา ยังทีปบุปผาลาชาดวงดอก ข้าวตอกดอกไม้ ลำเทียนและน้ำสุนโธทกะ เพื่อว่าจะมาขออาบองค์สระสรงยังองค์พระมหาชินธาตุเจ้าว่า สันนี้แท้ดีหลี โดยดั่งผู้ข้าจักเวนตามปาฐะ

สาธุ โอกาส มยํ ภนฺเต ทีปปุผาลาชทานํ อเภขฺขอสาธารณ
สพฺพโลกิยโลกุตฺตร มคฺคผล นิพฺพานปจฺจโยโหตุ โน นิจฺจํ ฯ

ส้มป่อย เป็นชื่อไม้เถาเนื้อแข็ง ใบเป็นฝอยคล้ายใบชะอมมีรสเปรี้ยว ชาวล้านนาจะนำใบส้มป่อยมาปรุงอาหารให้มีรสเปรี้ยวแทนมะกรูด มะนาว มะขาม เพื่อให้เกิดรสเปรี้ยว เช่น แกงส้มปลา แกงส้มต่าง ๆ นอกจากส้มป่อยจะมีคุณสมบัติทางอาหารแล้วยังมีคุณสมบัติทางยาสมุนไพรอีกด้วย บรรพชนชาวล้านนารู้จักใช้ส้มป่อยมานานนับหลายร้อยปี ส่วนที่นำมาใช้มากที่สุดนั่นก็คือฝักส้มป่อย ๆ มีลักษณะคล้ายฝักฉำฉา แต่ฝักส้มป่อยมีลักษณะเล็กและบางกว่า เมื่อแก่จัดฝักส้มป่อยจะมีสีน้ำตาล การเก็บส้มป่อยเก็บในช่วงเดือนเป็ง หรือ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน เหนือ เรียกส้มป่อยที่เก็บในเดือนนี้ว่า ส้มป่อยเดือน 5 นำ ส้มป่อยไปตากให้แห้งแล้วเก็บไว้เพื่อใช้ในพิธีกรรมต่าง ๆ ถ้าอยากอยากให้ส้มป่อยสามารถแช่น้ำได้นาน ๆ ไม่บูดเสียให้นำส้มป่อยไปตากแดดให้สีของฝักซีดเป็นสีขาวเหลือง สามารถนำไปแช่น้ำแล้วเก็บไว้ได้เป็นปี ๆ นี่คือภูมิปัญญาของบรรพชนที่ได้คิดหาวิธีรักษาน้ำส้มป่อย

ส้มป่อยตามความเชื่อของล้านนาเชื่อว่าเป็นไม้ที่มีอาถรรพ์เป็นพืชที่มีพลัง ดังนิทานเรื่อง ควายทรพากับทรพี ที่ต่อสู้กัน วันคืน ควายทรพีไม่สารมารถสู้ฤทธิ์อำนาจของทรพาผู้เป็นพ่อได้ สู้กันไปถอยกันไป จนทรพีถอยไปชนต้นส้มป่อย ในตอนนั้นน้ำฝนได้ค้างอยู่บนใบของส้มป่อยเมื่อควายทรพีไปถอยชนอย่างแรงกับ ต้นส้มป่อยน้ำฝนที่ค้างอยู่ซึ่งไปอาบเอาฝักส้มป่อยด้วยก็ตกลงมาถูกตัวควาย ทรพี ส่งผลให้ควายทรพีมีฤทธิ์อำนาจมากขึ้น ส่วนควายทรพานั้นถอยไปชนต้นมะขามป้อม ทำให้ฤทธิ์เสื่อมถอย คนล้านนาเชื่อว่าหากทานมะขามป้อมจะทำให้พลังในความเป็นชายสูญสิ้น ในการต่อสู้ครั้งนี้ความทรพีจึงมีชัยชนะต่อทรพาผู้เป็นพ่อ ด้วยอำนาจของส้มป่อยนั้น ดังนั้นผู้ที่มีวิชาอาคม เรียนเวทย์มนต์คาถาจึงต้องทำน้าส้มป่อยอาบเพื่อขับสิ่งอัปมงคลและเพิ่มพลังความศักดิ์สิทธิ์ในตนเองด้วย

ส้มป่อย คำว่า ป่อย คือปลดปล่อยสิ่งจัญไรทั้งหลายให้หลุดพ้นไป กล่าวกันว่าส้มป่อยเป็นตัวแพ้(คำว่าแพ้ในล้านนาหายถึง ชนะ) ชนะสิ่งอัปมงคล อาถรรพ์ ภูตผี ต่าง ๆ เมื่อ มีพิธีการขึ้นบ้านใหม่ หรือ พิธีมงคลจะมีการสวดพระพุทธมนต์ ต้องมีขันน้ำมนต์จึงแช่ฝักส้มป่อยด้วย ฝักส้มป่อยที่นิยมมาแช่เพื่อทำน้ำมนต์จะเลือกเอาฝักที่มี ข้อ หรือ ข้อ เพราะเป็นจำนวนเลขที่แรงและเป็นมงคลหมายถึง วันทั้ง หรือ หัวใจพระอภิธรรมก็ได้ หมายถึง นวโลกุตรธรรมหรือ เลขเก้า เป็นเลขมงคล แต่ผู้รู้อื่น ๆ จะให้ความหมายของการเลือกฝักส้มป่อยอย่างง่าย ๆ ว่า ฝักส้มป่อย ข้อ กับข้อ นั้นหายาก จึงเป็นสิ่งที่วิเศษ ซึ่งความเชื่อที่ว่าสิ่งใหนเป็นสิ่งหายากมักจะมีค่ามาก น้ำส้มป่อยเมื่อผ่านพิธีสวดมนต์เจริญพุทธมนต์แล้วพระสงฆ์จะประพรมยังบ้าน เรือนและศรัทธาประชาชนเพื่อเกิดความเป็นศิริมงคลแก่บ้านและผู้อยู่อาศัยตลอด ทั้งผู้ร่วมพิธี ส้มป่อยยังมีอิทธิพลแม้แต่ในงานอวมงคลเช่นงานศพ โดยนำขันน้ำส้มป่อยไปวางไว้ตรงทางเข้าป่าช้าใช้สำหรับประพรมศรีษะเวลาออกมา จากป่าช้าเมื่อเสร็จการประชุมพลิงในวันที่มีการประชุมเพลิง การประพรมน้ำส้มป่อยแบบนี้ก็เพื่อไม่ให้ความทุกข์โศกได้ติดตามตัวเองเข้าไป ในบ้าน หากมองอีกแง่มุมหนึ่งคือ เป็นการเสริมกำลังใจให้ผู้ที่มาร่วมงานเมื่อได้เห็นภาพการเผาศพและพบภาพความ เศร้าโศกของญาติผู้ตายอาจทำให้ใจพลอยหดหู่ไปด้วยแต่เมื่อได้นำน้ำส้มป่อยประ พรมศรีษะแล้วจะรู้สึกมีพลังและกำลังใจต่อไป ส้มป่อยยังเป็นตัวที่ทำให้สิ่งที่เสื่อมค่ากลับมามีค่าดังเช่น การสูมาครัวทาน(ขอขมาเครื่องไทยทาน)โดยก่อนจะถวายเครื่องไทยทานนั้น ต้องกล่าวโอกาสสูมา เพื่อขอขมาก่อนเพราะเครื่องไทยทานหากจะนำถวายพระสงฆ์ต้องบริสุทธิ์เสียก่อน เนื่องจากว่าเครื่องไทยทานนั้นก่อนที่จะนำมาถวายพระสงฆ์อาจจะมีการเดินข้าม หรือนำไปวางไปตั้งไว้ในที่ไม่เหมาะสม พ่ออาจารย์ที่กล่าวโอกาสสูมาครัวทานนั้นก็จะกล่าวพร้อมเสกน้ำส้มป่อยด้วย เสร็จแล้วจึงนำไปประพรมเครื่องไทยทานสังฆทานต่าง ๆ แล้วจึงนำไปถวายพระสงฆ์ ในด้านประเพณีล้านนาส้มป่อยก็มีบทบาทที่สำคัญอีก นั่นคือการนำน้ำขมิ้นส้มป่อย คำ ว่า ขมิ้นส้มป่อยคือการเอาขมิ้นมาผสมให้ออกสีเหลืองแต่ปัจจุบันเมื่อนำดอกคำฝอย กับดอกสารภีมาผสมด้วยขมิ้นจึงไม่ได้เอามาใช้อีก ประเพณีที่สำคัญทางล้านนานั่นก็คือประเพณีปีใหม่เมือง ลูกหลานจะนำข้าวของเครื่องใช้ ผลไม้ และน้ำส้มป่อยไปดำหัว ขอขมาผู้หลักผู้ใหญ่ เพื่อขอพรและแสดงความกตัญญูต่อพ่อแม่ญาติผู้ใหญ่ด้วย

ส้มป่อยกับศาสนสถาน

พระ พุทธรูป พระธาตุเจดีย์ และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ในล้านนาเพื่อมีพิธีสมโภช หรือประเพณีสำคัญเช่น งานสรงน้ำพระธาตุ การสรงน้ำพระ สิ่งที่เป็นหัวใจหลักของเครื่องสักการะนั้นก็คือน้ำส้มป่อย ที่ผสมน้ำอบน้ำหอม ส้มป่อยจึงมีความสำคัญกับความเชื่อชาวล้านนาอย่างมาก

ส้มป่อยกับไสยศาสตร์

ส้มป่อย มีความสำคัญอย่างมากต่อผู้เรียนวิชาอาคม ตั้งแต่การไหว้ครู ก็ต้องมีการเสกน้ำส้มป่อยประพรมตนเองและขันครู เมื่อผิดครูก็ต้องอาบน้ำส้มป่อยเพื่อชำระสิ่งชั่วร้ายสิ่งอัปมงคล เช่น การลอดราวผ้า หรือ ไปงานศพ อันเป็นข้อห้ามของผู้ถือวิชา ขึ้นอยู่กับสายวิชาที่ร่ำเรียน จะมีกฎที่ปฏิบัติกันแตกต่างกันจะเคร่งมากเคร่งน้อยก็ตามแต่ละสำนัก ส้มป่อยสามารถปลุกพลังอาคมในตนเองได้เมื่อชำระใหม่ ผู้มีวิชาบางท่านจะพกฝักส้มป่อยติดตัวด้วยโดยให้เหตุผลว่า ป้องกันภูตผีวิญญาณร้ายได้  ผู้รู้บางท่านได้ให้เหตุผลว่า กลิ่นของฝักส้มป่อยมีกลิ่นเปรี้ยวไม่เป็นที่ชอบของผีปีศาจ ถ้าหากน้ำส้มป่อยได้ไปรดที่ ๆ มีผีปีศาจ พวกเขาจะพากันหนีผู้เขียนได้เคยอ่านฝอยการสร้าง ผีหัวรู ของ เชียงตุง พบว่ามีการนำส้มป่อยมาบดสร้างผีหัวรู โดยสอบถามชาวไทใหญ่ถึงการใช้ส้มป่อย ได้รับคำตอบว่า ส้มป่อย นี้มีชื่อเรียกทางไทใหญ่ว่า หมากหารปอง เชื่อกันว่าผีกลัวกันนัก เป็นไปได้ว่าความเชื่อเรื่องส้มป่อยนั้นมีมานานและให้ความนิยมมานานจนเป็น สิ่งที่สำคัญและขาดไม่ได้

ส้มป่อยกับการรักษาโรค

การ รักษาโรคของล้านนาในสมัยอดีตจะใช้วิธีการ เช็ด แห๊ก พ่น เป่า อาบ กิน เป็นต้น ในโอกาสหน้าจะเขียนบทความเรื่อง เช็ด กับแห๊กมาเสนอให้ท่านได้อ่าน การรักษาดังกล่าวนี้ก็จะใช้ส้มป่อยอีกเช่นกันโดยทำน้ำมนต์ที่แช่ส้มป่อยแล้ว เอาเขาควาย งาช้าง นอแรด ใบพลู เขี้ยวหมูป่า เขี้ยวเสือ มาถูมาแทงและปาดไปในทางที่เชื่อว่าพิษจะออกไป เช่นถ้าเจ็บปวดที่ขา ก็จะเอางาช้างแทงแล้วกดปาดไปทางปลายเท้า โดยจะเอาชุบน้ำส้มป่อยไปด้วยเพื่อถือว่าเป็นการเช็ดพิษของความเจ็บปวด

คาถามนต์น้ำส้มป่อย

การ จะใช้น้ำส้มป่อยจะขาดไม่ได้คือคาถามนต์น้ำส้มป่อย ผู้เขียนจึงได้คัดเอาคาถาส้มป่อยจากพับสามาเสนอเผยแพร่ให้ท่านได้นำไปรักษา ไว้เพื่ออนุรักษ์ไว้ให้ลูกหลาน

นะโม จบ

อะ ระหังพุทโธ นะโมพุทธายะ สัปป๊ะเคราะห์ สัปป๊ะโศก สัปป๊ะโรค สัปป๊ะภัย สัปป๊ะเสนียดจังไร วินาสันตุ พุทธังปัจจะขามิ ธัมมังปัจจะขามิ สังฆังปัจจะขามิ พุทธังเอหิทาเลส ธัมมังเอหิทาเลส สังฆังเอหิทาเลส พุทธังทาเลส ธัมมังทาเลส สังฆังทาเลส พุทธังนาราย ธัมมังนาราย สังฆังนาราย ปฏิสังขาโย นิโส จีวะระปฏิเสวามิ อหังวิสุโร ปุพะปุ โรวิสังอะ

ใช้เสกน้ำส้มป่อยถึง จบ

ใช้แก้อาถรรพ์ได้ทุกอย่าง ผิดครูก็ใช้แก้ได้ ตกขึดเสนียดจังไร ได้ต้องอาถรรพ์ เจ็บไข้ได้ป่วย ถอนขึดถอนของได้หมดสารพัดการจะได้เน่อ

ของดีบ่าเก่าสืบมาเมินนักแก

อาหารงานประเพณี ๕เป็ง วัดลีพะเยา  แกงขี้เหล็ก

เป็นอาหารเลี้ยงพระและคณะศัทธาที่มาทำบุญเพราะเป็นประเพณีที่สืบทอดมาหลายร้อยปีตั้งแต่มีการสรงน้ำธาตุวัดลี และมีความเชื่อว่า” ถ้าได้กิ๋นแกงขี้เหล็กจะมีใจและก๋ายแข็งแรงดุจดังเหล็กกล้า” หรือหวานเป็นลมขมเป็นยา นั้นเอง

เครื่องปรุง
ใบและยอดขี้เหล็กอ่อน ๖-๗ ถ้วย
เนื้อหมูสับติดมันนิดหน่อย
ปลาแห้ง ๓ ตัว

ถั่วเนาแผ่นแห้ง ๒ แผ่น

มะเขือเทศ ๑๐ ลูก

กระดูกหมู ครึ่งกิโล

น้ำตาลปีบ ๑ ช้อนโต๊ะ

น้ำปลา ๓ ช้อนโต๊ะ

ข้าวขั้ว ๑ถ้วยเล็ก

กระเทียมเจียว

ต้นหอมผักชี้เอาไว้รวยหน้า

เครื่องปรุงแกง
ตะไค้ หัน ๒ ต้น
หอมแดง ๑๐ หัว
กระเทียม ๑๕ กลีบ
ข่าหั่นฝอย ๑ ช้อนชา
ตะไคร้ซอย ๑ ช้อนโต๊ะ
กระชายหั่นฝอย ๑ ถ้วย
พริกแห้ง ๑๐เม็ด
เกลือป่น ๑ ช้อนชา

วิธีทำ
๑.ต้มใบขี้เหล็ก ให้หายขมก่อนแล้วล้างน้ำทิ้ง 3ครั้ง (ก่อนจะนำมาต้มให้ใส่เกลือประมาณ1 ช้อนโต้ะ แล้วแต่ผักจะเยอะหรือมาก หลังจากนั้นบีบน้ำออก หั่นหยาบ (เฉพาะใบ)

๒.เอาเครื่องปรุงมาโขลกพริก ข่า ตะไคร้ กระเทียม หอมแดง ถั่วเนาแผน กะปิ พริกแห้งเกลือ โขลกให้ละเอียด
๓.ตั้งเตาไฟและน้ำมันเอาน้ำพริกลงผัดลงกระทะจนหอม
๔.จากนั้นเอาเนื่อหมูลงผัดคั่วจนสุกพอดี
๕.จากนั้นเอาปลาแห้ง ฉีกให้เป็นชิ้นเล็กๆ เอาผัดคั่วจนหอม
๖.เอามะเขื่อเทศลงคั่วแล้วเอากระดูกหมูคั่วลงกระทะ
๗.  พอกระดูกสุกดีก็เอาผักขี้เหล็กที่ต้มแล้วผัดลงในกระทะแล้ว

๘.นำใสขาวคั่วลงกระทะ(ควรยกจากเตาก่อน) ตามด้วยใส่กระเทียวเจียวต้นหอมผักชี

๙.ปรุงรสตามความพอใจ

ภาพพิธีบวงสรวงบรรพกษัตริย์ เทวา อารักษ์

ขุนแน เมืองพะเยา
๔ กพ.๒๕๕๕ บรรยายภาพข่าวชุมนุมผี ๖ ภาพ เป็นภาพ
บรรดาร่างทรงจากต่างจังหวัดและในจังหวัดพะเยาพากันมาร่วมพิธีบวงสรวง เทวา
อารักษ์ ,พญาสะหลีจอมธรรมบรรพกษัตริย์นครหิรัญเงินยาง เชียงแสน
ราชวงศ์ลวจังกราช และเจ้าสี่หมื่นพยาว หมื่นหน่อเทพครู ผู้สร้างวัดลี
ต.เวียง อ.เมืองพะเยา  จ.พะเยา ที่มีอายุ ๕๑๗  ปี  ณ.ลานบันเทิงวัดลี
โดยงานพิธีมีการฟ้อนผีมดผีเม็งองค์เทพ องค์เจ้า กว่า ๓๐๐ คน
โดยมีผู้คนมาร่วมดูชมกันเป็นจำนวนมาก
โดยทางคณะศิษยานุศิษย์หลวงพ่อพระครูอนุรักษ์ บุรานันท์ (ครูบาชื่น)
เจ้าคณะอำเภอเมืองพะเยา เจ้าอาวาสวัดลี  จัดขึ้นเป็นปีที่ ๓
ซึ่งเป็นงานประเพณีสรงน้ำพระธาตุวัดลี ระหว่างวันที่๕-๗ กพ.ศกนี้
รายงานจาก จ.พะเยา
/////////////////////////////////////////////////////////////
๕ กพ.๒๕๕๕ ขุนแฯ เมืองพะเยา  รายงานจาก จ.พะเยา
สรงน้ำพระธาตุวัดลี อายุ ๕๑๗ ปี (มีชุมนุมผี)
วันที่ ๕ กพ.๒๕๕๕ เวลา ๑๕.๐๐ น.บริเวณลานบันเทิงวัดลี ต.เวียง อ.เมือง
จ.พะเยาได้มีการจัดงานพิธีบวงสรวง เทวา อารักษ์
,พญาสะหลีจอมธรรมบรรพกษัตริย์นครหิรัญเงินยาง เชียงแสน ราชวงศ์ลวจังกราช
และเจ้าสี่หมื่นพยาว หมื่นหน่อเทพครู ผู้สร้างวัดลี  ต.เวียง
อ.เมืองพะเยา  จ.พะเยา ที่มีอายุ ๕๑๗ ปี  ณ.ลานบันเทิงวัดลี
โดยงานพิธีมีการฟ้อนผีมดผีเม็งองค์เทพ องค์เจ้า กว่า ๓๐๐ คน
โดยมีผู้คนมาร่วมดูชมกันเป็นจำนวนมาก
นายเกรียงศักดิ์ แรกข้าว ครูภูมิปัญญาท้องถิ่น จังหวัดพะเยา กล่าวว่า
ทางคณะศิษยานุศิษย์หลวงพ่อพระครูอนุรักษ์ บุรานันท์ (ครูบาชื่น)
เจ้าคณะอำเภอเมืองพะเยา เจ้าอาวาสวัดลี ได้ร่วมแรงร่วมใจ
จัดงานประเพณีบวงสรงขึ้นเป็นปีที่ ๓
ซึ่งตรงกับงานประเพณีสรงน้ำพระธาตุวัดลี ระหว่างวันที่๕-๗  กพ.ศกนี้
ซึ่งแต่ละปีจะมีการรวมตัวกันหระหว่างทรงองค์เจ้าทั่วทุกสารทิศทั้งในและต่างจังหวัดพะเยา
มาร่วมงานเป็นจำนวนมาก และมีการถวายฟ้อนรำตลอดทั้งวัน
หรือเรียกว่าฟ้อนผีมดผีเม็งหรือมีทรงในร่างขององค์ต่างและในปีนี้มีการมาพบปะกันเป็นจำนวนมาก
และสร้างตื่นเต้นให้แก่ผู้คนที่มาดูชมด้วยเพราะมีร่างทรงบางองค์มีการแสดงอิทธิฤทธิ์ที่คนปกติไม่สามารถทำใด้ให้ดูชมด้วย
สำหรับองค์พระธาตุวัดลีเจ้านั้นมีอายุ ๕๑๗ ปี
และทุกปีจะมีงานสรงน้ำเป็นประเพณีสืบทอดมาตั้งแต่โบราณกาลและเพื่อเป็นการสืบสานและรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีอันเก่าแก่นี้ไว้จึงขอเชิญชวนคณะศรัทธาญาติโยมมาร่วมงานพิธีในในปีนี้โดยทางวัดและคณะศรัทธาได้มีการจัดทำผ้าห่มองค์พระธาตุวัดลีด้วย
และองค์พระธาตุวัดลีกำลังมีการบูรณะใหม่หลังจากที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวที่ผ่านมาด้วยดังกล่าว

ขอเชิญมาทำบุญประเพณีงานทรงน้ำพระธาตุวัดลีประเพณี ๕เป็ง ซึ่งจะจัดตรงกับวัน ๑๕ค่ำเดือน ๕ เหนือของทุกปี และเที่ยวชม และกิ๋นแกงผักขี้เหล็ก ขอขอบคุณทุกท่านที่ได้มาทำบุญครั้งนี้ด้วยเทอญ

ขอเชิญร่วมทำบุญทอดกฐินสามัคคี  และสมทบทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม


ผู้ที่มีจิตศรัทธา สามารถทำบุญโดยโอนเงินมาได้ที่  ชื่อบัญชี (เงินบูรณะวัด) บัญชีเลขที่  512-1-49979-5 ธนาคาร กรุงไทย จำกัดมหาชน

เจ้าภาพกฐิน

คุณ สิน สิริงวน คุณ เสวก พรรัตน์ สิริงวน และครอบครัว

วันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน

-  เวลา 09.00 นาฬิกา ตั้งองค์กฐินสามัคคี ณ วัดลี
-  เวลา 10.00 นาฬิกา พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์
-  เวลา 10.30 นาฬิกา  ประกอบพิธีถวายกฐิน
-  เวลา 11.00 นาฬิกา  ถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์
เสร็จพิธี  เชิญรับประทานอาหารร่วมกัน

จึงขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธาร่วมทำบุญปฏิบัติธรรมและร่วมพิธีทอดกฐินดังกล่าวข้างต้นมา ณ โอกาสนี้ ขออานิสงส์แห่งการสร้างบุญบารมีจงเป็นปัจจัยให้ท่านเจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ และมีความเจริญงอกงามในธรรมด้วยเทอญ

การทอดกฐิน เป็นประเพณีที่สำคัญของพุทธศาสนิกชนอย่างหนึ่ง นิยมทำกันตั้งแต่วันแรมค่ำเดือนสิบเอ็ด ไปจนถึงกลางเดือนสิบสอง

คำว่า กฐิน แปลว่า ไม้สะดึง คือกรอบไม้ชนิดหนึ่งสำหรับขึงผ้าให้ตึง สะดวกแก่การเย็บ ในสมัยโบราณเย็บผ้าต้องเอาไม้สะดึงมาขึงผ้าให้ตึงเสียก่อน แล้วจึงเย็บเพราะช่างยังไม่มีความชำนาญเหมื่อนสมัยปัจจุบันนี้ และเครื่องมือในการเย็บก็ยังไม่เพียงพอ เหมือนจักรเย็บผ้าในปัจจุบัน การทำจีวรในสมัยโบราณจะเป็นผ้ากฐินหรือแม้แต่จีวรอันมิใช่ผ้ากฐิน ถ้าภิกษุทำเอง ก็จัดเป็นงานเอิกเกริกทีเดียว เช่นตำนานกล่าวไว้ว่า การเย็บจีวรนั้น พระเถรานุเถระต่างมาช่วยกัน เป็นต้นว่า พระสารีบุตร

พระมหาโมคคัลลานะ พระมหากัสสปะ แม้สมเด็จพระบรมศาสดาก็เสด็จลงมาช่วย ภิกษุสามเณรอื่น ๆ ก็ช่วยขวนขวายในการเย็บจีวร อุบาสกอุบาสิกาก็จัดหาน้ำดื่มเป็นต้น มาถวายพระภิกษุสงฆ์ มีองค์พระสัมมาสัมพุทธะเป็นประธาน โดยนัยนี้ การเย็บจีวรแม้โดยธรรมดา ก็เป็นการต้องช่วยกันทำหลายผู้หลายองค์ (ไม่เหมือนในปัจจุบัน ซึ่งมีจีวรสำเร็จรูปแล้ว)

ผ้ากฐิน โดยความหมายก็คือผ้าสำเร็จรูปโดยอาศัยไม้สะดึง นิยมเรียกกันจนปัจจุบันนี้

การทอดกฐิน คือ การนำผ้ากฐินไปวางไว้ต่อหน้าพระสงฆ์อย่างต่ำห้ารูป แล้วให้พระสงฆ์รูปใดรูปหนึ่งที่ได้รับมอบหมาย จากคณะสงฆ์ทั้งนั้นเป็นเอกฉันท์ให้เป็นผู้รับกฐินนั้น

เขตกำหนดทอดกฐิน
การทอดกฐินเป็นกาลทาน ตามพระวินัยกำหนดกาลไว้ คือ ตั้งแต่แรม 1 ค่ำ เดือน 11 ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ผู้มีจิตศรัทธาเลื่อมใส ใคร่จะทอดกฐิน ก็ให้ทอดได้ในระหว่างระยะเวลานี้ จะทอดก่อนหรือทอดหลังกำหนดนี้ ก็ไม่เป็นการทอดกฐิน

แต่มีข้อยกเว้นพิเศษว่า ถ้าทายกผู้จะทอดกฐินนั้น มีกิจจำเป็น เช่นจะต้องไปในทัพ ไม่สามารถจะอยู่ทอดกฐินตามกำหนดนั้นได้ จะทอดกฐินก่อนกำหนดดังกล่าวแล้วพระสัมมาสัมพุทธะ ทรงอนุญาตให้ภิกษะรับไว้ก่อนได้

การที่มีประเพณีทอดกฐินมีเรื่องว่า ในครั้งพุทธกาล พระภิกษุชาวปาไถยรัฐ (ปาวา) ผู้ทรงธุดงค์ จำนวน ๓๐ รูป เดินทางไกลไปไม่ทันเข้าพรรษา เหลือทางอีกหกโยชน์จะถึงนครสาวัตถี จึงตกลงพักจำพรรษาที่เมืองสาเกตตลอดไตรมาส เมื่อออกพรรษาจึงเดินทางไปเฝ้าพระบรมศาสดา ณ เชตวันมหาวิหารนครสาวัตถี ภิกษุเหล่านั้นมีจีวรเก่า เปื้อนโคลน และเปียกชุ่มด้วยน้ำฝน ได้รับความลำบากตรากตรำมาก พระพุทธเจ้าจึงทรงถือเป็นมูลเหตุ ทรงมีพุทธานุญาตให้ภิกษุที่จำพรรษาครบสามเดือนกรานกฐินได้ และให้ได้รับอานิสงส์ ห้าประการคือ
๑) เที่ยวไปไหนไม่ต้องบอกลา
๒) ไม่ต้องถือไตรจีวรไปครบ
๓) ฉันคณะโภชน์ได้
๔) ทรงอติเรกจีวรได้ตามปรารถนา
๕) จีวรอันเกิดขึ้นนั้นจะได้แก่พวกเธอ และได้ขยายเขตอานิสงส์ห้าอีกสี่เดือน นับแต่กรานกฐินแล้วจนถึงวันกฐินเดาะเรียกว่า มาติกาแปด คือการกำหนดวันสิ้นสุดที่จะได้จีวร คือ กำหนดด้วยหลีกไป กำหนดด้วยทำจีวรเสร็จ กำหนดด้วยตกลงใจ กำหนดด้วยผ้าเสียหาย กำหนดด้วยได้ยินข่าว กำหนดด้วยสิ้นหวัง กำหนดด้วยล่วงเขต กำหนดด้วยเดาะพร้อมกัน

ใจ กำหนดด้วยผ้าเสียหาย กำหนดด้วยได้ยินข่าว กำหนดด้วยสิ้นหวัง กำหนดด้วยล่วงเขต กำหนดด้วยเดาะพร้อมกัน

ฉะนั้น เมื่อครบวันกำหนดกฐินเดาะแล้ว ภิกษุก็หมดสิทธิ์ต้องรักษาวินัยต่อไป พระสงฆ์จึงรับผ้ากฐินหลังออกพรรษาไปแล้ว หนึ่งเดือนได้ จึงได้ถือเป็นประเพณีปฏิบัติสืบต่อกันมาจนทุกวันนี้

การทอดกฐินในปัจจุบัน ถือว่าเป็นทานพิเศษ กำหนดเวลาปีหนึ่งทอดถวายได้เพียงครั้งเดียว ตามอรรถกถาฎีกาต่าง ๆ พอกำหนดได้ว่าชนิดของกฐินมีสองลักษณะ คือ

จุลกฐิน การทำจีวร พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบท ทุกฝ่ายต้องช่วยกันทำให้เสร็จภายในกำหนดหนึ่งวัน ทำฝ้าย ปั่น กรอ ตัด เย็บ ย้อม ทำให้เป็นขันธ์ได้ขนาดตามพระวินัย แล้วทอดถวายให้เสร็จในวันนั้น

มหากฐิน คืออาศัยปัจจัยไทยทานบริวารเครื่องกฐินจำนวนมากไม่รีบด่วน เพื่อจะได้มีส่วนหนึ่งเป็นทุนบำรุงวัด คือทำนวกรรมบ้าง ซ่อมแซมบูรณของเก่าบ้าง ปัจจุบันนิยมเรียกกันว่า กฐินสามัคคี

การทอดกฐินในเมืองไทย แบ่งออกตามประเภทของวัดที่จะไปทอด คือพระอารามหลวง ผ้าพระกฐินที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานด้วยพระองค์เอง หรือโปรดเกล้า ฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์ผู้ใหญ่ไปพระราชทาน เครื่องกฐินทานนี้จัดด้วยพระราชทรัพย์ของพระองค์เอง เรียกว่า กฐินหลวง บางทีก็เสด็จไปพระราชทานยังวัดราษฎร์ด้วย นิยมเรียกว่า กฐินต้น ผ้ากฐินทานนอกจากที่ได้รับกฐินของหลวงโดยตรงแล้ว พระอารามหลวงอื่น ๆ จะได้รับ กฐินพระราชทาน ซึ่งโปรดเกล้า ฯ พระราชทานผ้ากฐินทาน และเครื่องกฐินแก่พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชบริพาร ส่วนราชการ หรือเอกชนให้ไปทอด โดยรัฐบาลโดยกรมศาสนาจัดผ้าพระกฐินทาน และเครื่องกฐินถวายไป ผู้ได้รับพระราชทานอาจจะถวายจตุปัจจัย หรือเงินทำบุญที่วัดนั้นโดยเสด็จในกฐินพระราชทานได้

ส่วนวัดราษฎร์ทั่วไป คณะบุคคลจะไปทอดโดยการจองล่วงหน้าไว้ก่อนตั้งแต่ในพรรษา ก่อนจะเข้าเทศกาลกฐินถ้าวัดใดไม่มีผู้จอง เมื่อใกล้เทศกาลกฐิน ประชาชนทายกทายิกาของวัดนั้น ก็จะรวบรวมกันจัดการทอดกฐิน ณ วัดนั้นในเทศกาลกฐิน

การจองกฐิน

วัดราษฎร์ทั่วไป นิยมทำเป็นหนังสือจองกฐินไปติดต่อประกาศไว้ยังวัดที่จะทอดถวาย เป็นการเผดียงสงฆ์ให้ทราบวันเวลาที่จะไปทอด หรือจะไปนมัสการเจ้าอาวาสให้ทราบไว้ก็ได้

สำหรับการขอพระราชทานผ้าพระกฐินไปทอด ณ พระอารามหลวงให้แจ้งกรมการศาสนา เพื่อขึ้นบัญชีไว้กราบบังคมทูลและแจ้งให้วัดทราบ ในทางปฏิบัติผู้ขอพระราชทานจะไปติดต่อกับทางวัดในรายละเอียดต่าง ๆ จนก่อนถึงวันกำหนดวันทอด จึงมารับผ้าพระกฐิน และเครื่องกฐินพระราชทานจากกรมศาสนา

การนำกฐินไปทอด

ทำได้สองอย่าง อย่างหนึ่งคือนำผ้ากฐินทานกับเครื่องบริวารที่จะถวายไปตั้งไว้ ณ วัดที่จะทอดก่อน พอถึงวันกำหนดเจ้าภาพผู้เป็นเจ้าของกฐิน หรือรับพระราชทานผ้ากฐินทานมาจึงพากันไปยังวัดเพื่อทำพิธีถวาย อีกอย่างหนึ่ง ตามคติที่ถือว่าการทอดกฐินเป็นการถวายทานพิเศษแก่พระสงฆ์ที่ได้จำพรรษาครบ ไตรมาส นับว่าได้กุศลแรง จึงได้มีการฉลองกฐินก่อนนำไปวัดเป็นงานใหญ่ มีการทำบุญเลี้ยงพระที่บ้านของผู้เป็นเจ้าของกฐิน และเลี้ยงผู้คน มีมหรสพสมโภช และบางงานอาจมีการรวบรวมปัจจัยไปวัดถวายพระอีกด้วยเช่น ในกรณีกฐินสามัคคี พอถึงกำหนดวันทอดก็จะมีการแห่แหนเป็นกระบวนไปยังวัดที่จะทอด มีเครื่องบรรเลงมีการฟ้อนรำนำขบวนตามประเพณีนิยม

การถวายกฐิน

นิยมถวายในโบสถ์ โดยเฉพาะกฐินพระราชทาน ก่อนจะถึงกำหนดเวลาจะเอาเครื่องบริวารกฐินไปจัดตั้งไว้ในโบสถ์ก่อน ส่วนผ้ากฐินพระราชทานจะยังไม่นำเข้าไป พอถึงกำหนดเวลาพระสงฆ์ที่จะรับกฐิน จะลงโบสถ์พร้อมกัน นั่งบนอาสนที่จัดไว้ เจ้าภาพของกฐิน พร้อมด้วยผู้ร่วมงานจะพากันไปยังโบสถ์ เมื่อถึงหน้าโบสถ์เจ้าหน้าที่จะนำผ้าพระกฐินไปรอส่งให้ประธาน ประธานรับผ้าพระกฐินวางบนมือถือประคอง นำคณะเดินเข้าสู่โบสถ์ แล้วนำผ้าพระกฐินไปวางบนพานที่จัดไว้หน้าพระสงฆ์ และหน้าพระประธานในโบสถ์ คณะที่ตามมาเข้านั่งที่ ประธานจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย แล้วกราบพระพุทธรูปประธานในโบสถ์แบบเบญจางคประดิษฐ์สามครั้ง แล้วลุกมายกผ้าพระกฐินในพานขึ้น ดึงผ้าห่มพระประธานมอบให้เจ้าหน้าที่ รับไปห่มพระประธานทีหลัง แล้วประนมมือวางผ้าพระกฐินบนมือทั้งสอง หันหน้าตรงพระสงฆ์แล้วกล่าวคำถวายผ้าพระกฐิน จบแล้วพระสงฆ์รับ สาธุการ ประธานวางผ้าพระกฐินลงบนพานเช่นเดิม แล้วกลับเข้านั่งที่ ต่อจากนี้ไปเป็นพิธีกรานกฐินของพระสงฆ์

กฐินของประชาชน หรือ กฐินสามัคคี หรือในวัดบางวัดนิยมถวายกันที่ศาลาการเปรียญ หรือวิหารสำหรับทำบุญ แล้วเจ้าหน้าที่จึงนำผ้ากฐินที่ถวายแล้วไปถวายพระสงฆ์ ทำพิธีกรานกฐินในโบสถ์เฉพาะพระสงฆ์อีกทีหนึ่ง

การทำพิธีกฐินัตการกิจของพระสงฆ์ เริ่มจากการกล่าวคำขอความเห็นที่เรียกว่า อปโลกน์ และการสวดญัตติทุติยกรรม คือการยินยอมยกให้ ต่อจากนั้นพระสงฆ์รูปที่ได้รับความยินยอม นำผ้าไตรไปครองเสร็จแล้วขึ้นนั่งยังอาสนเดิม ประชาชนผู้ถวายพระกฐินทาน ทายกทายิกา และผู้ร่วมบำเพ็ญกุศล ณ ที่นั้น เข้าประเคนสิ่งของอันเป็นบริวารขององค์กฐินตามลำดับจนเสร็จแล้ว พระสงฆ์ทั้งนั้นจับพัด ประธานสงฆ์เริ่มสวดนำด้วยคาถาอนุโมทนา ประธานหรือเจ้าภาพ กรวดน้ำ และรับพรจนจบ เป็นอันเสร็จพิธี

คำถวายกฐิน
มีอยู่สองแบบด้วยกันคือ แบบเก่า และแบบใหม่ ดังนี้

คำถวายแบบมหานิกาย

อิมํ สปริวารํ กฐินจีวรทสฺสํ สงฺฆสฺส โอโณชยาม (กล่าวสามหน)
ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายผ้าจีวรกฐิน พร้อมกับของบริวารนี้แก่พระสงฆ์ (กล่าวสามหน)

คำกล่าวแบบธรรมยุต

อิมํ มยํ ภนฺเต สปริวารํ กฐินจีวรทสฺสํ สงฺฆสฺส โอโณชยาม สาธุ โน ภนฺเต สงฺโฆ อิมํ ปริวารํ กฐินจีวรทุสฺสํ ปฏิคฺคณฺหาตุ ปฏิคฺคเหตฺวา จ อิมินา ทุสฺเสน กฐินํ อตฺถรตุ อมฺหากํ ฑีฆรตฺตํ หิตาย สุขาย
ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายผ้าจีวรกฐิน กับของบริวารนี้แก่พระสงฆ์ ขอพระสงฆ์จงรับผ้ากฐิน พร้อมกับของบริวารของข้าพเจ้าทั้งหลาย ครั้งรับแล้วจงกราลกฐินด้วยผ้าผืนนี้ เพื่อประโยชน์ และความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย ตลอดกาลนาน เทอญ ฯ

ผู้ประสงค์จะทอดกฐินจะทอดจะทำอย่างไร

พุทธศาสนิกชนทั่วไป ย่อมถือกันว่า การทำบุญทอดกฐินเป็นกุศลแรง เพราะเป็นกาลทาน ทำได้เพียงปีละ 1 ครั้งและต้องทำในกำหนดเวลาที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ ดังนั้นถ้ามีความเลื่อมใสใคร่จะทอดกฐินบ้างแล้ว พึ่งปฏิบัติดังต่อไปนี้

จองกฐิน เมื่อจะไปจองกฐิน ณ วัดใด พอเข้าพรรษาแล้ว พึงไปมนัสการสมภารเจ้าวัดนั้น กราบเรียนแก่ท่านว่าตนมีความประสงค์จะขอทอดกฐิน แล้วเขียนหนังสือปิดประกาศไว้ ณ วัดนั้น เพื่อให้รู้ทั่ว ๆ กัน การที่ต้องไปจองก่อนแต่เนิ่น ๆ ก็เพื่อให้ได้ทอดวัดที่ตนต้องการ หากมิเช่นนั้นอาจมีผู้อื่นไปจองก่อน นี้กล่าวสำหรับวัดราษฎร์ ซึ่งราษฎรมีสิทธิจองได้ทุกวัด แต่ถ้าวัดนั้นเป็นวัดหลวง อันมีธรรมเนียมว่าต้องได้รับกฐินหลวงแล้ว ทายกนั้น ครั้นกราบเรียนเจ้าอาวาสท่านแล้ว ต้องทำหนังสือยื่นต่อกองสัมฆการีกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ ขอเป็นกฐินพระราชทาง ครั้นคำอนุญาตตกไปถึงแล้ว จึงจะจองได้

เตรียมการ ครั้นจองกฐินเรียบร้อยแล้ว เมื่อออกพรรษาแล้ว จะทอดกฐินในวันใด ก็กำหนดให้แน่นอน แล้วกราบเรียนให้เจ้าวัดท่านทราบวันกำหนดนั้น ถ้าเป็นอย่างชนบท สมภารเจ้าวัด ก็บอกติดต่อกับชาวบ้านว่าวันนั้นว่านี้เป็นวันทอดกฐิน ให้ร่วมแรงร่วมใจกันจัดหาอาหารไว้เลี้ยงพระ และเลี้ยงผุ้มาในการกฐิน

ครั้นกำหนดวันทอดกฐินแล้ว ก็เตรียมจัดหาเครื่องผ้ากฐิน คือไตรจีวร พร้อมทั้งเครื่องบริขารอื่น ๆ ตามแต่มีศรัทธามากน้อย (ถ้าจัดเต็มที่มักมี 3 ไตร คือ องค์ครอง 1 ไตร คู่สวดองค์ละ 1 ไตร)

วันงาน พิธีทอดกฐินเป็นบุญใหญ่ดังกล่าวมาแล้ว ดังนั้น โดยมากจึงจัดงานเป็น 2 วัน วันต้นตั้งองค์พระกฐินที่บ้านของเจ้าภาพก็ได้ จะไปตั้งที่วัดก็ได้ กลางคืนมีการมหรสพครึกครื้นสนุกสนาน ญาติพี่น้องและมิตรสหายก็มักจะมาร่วมอนุโมทนา รุ่งขึ้นเป็นที่วัดทอด ถ้าไปทางบก ก็มีแห่ทางขบวนรถหรือเดินขบวนกันไป มีแตรวงหรืออื่น ๆ เป็นการครึกครื้น ถ้าไปทางเรือก็มีแห่งทางขบวนเรือสนุกสนาน โดยมากมักแห่ไปตอนเช้า และเลี้ยงพระเพล การทอดกฐิน จะทอดในตอนเช้านั้นก็ได้ ทอดเพลแล้วก็ได้ สุดแล้วแต่สะดวก การเลี้ยงพระ ถ้าเป็นอย่างในชนบท ชาวบ้านจัดภัตตาหารเลี้ยงด้วย เจ้าของงานกฐินก็จัดไปด้วย อาหารมากมายเหลือเฟือ แม้ข้อนี้ ก็สุดแต่กาละเทศะแห่งท้องถิ่น

อนึ่ง ถ้าตั้งองค์กฐินในวัดที่จะทอดนั้น เช่น ในชนบทตอนเย็น ก็แห่งองค์พระกฐินไปตั้งที่วัด กลางคืนมีการฉลองรุ่งขึ้น เลี้ยงพระเช้าแล้ว ทอดกฐิน ถวายภัตตาหารเพล

การถวายผ้ากฐิน การถวายผ้ากฐินน้น คือ เมื่อพระสงฆ์ประชุมพร้อมกันแล้ว เจ้าภาพอุ้มผ้ากฐินนั่งหันหน้าตรงต่อพระประธาน ตั้งนะโม 3 จบ แล้วหันหน้ามาทางพระสงฆ์ กล่าวคำถวายผ้ากฐิน 3 จบ ถ้าเป็นกฐินสามัคคีก็มักเอาด้วยสายสิญจน์โยงผ้ากฐิน เมื่อจับได้ทั่วถึงกัน แล้วหัวหน้านำว่าคำถวาย ครั้นจบแล้ว พระสงฆ์รับว่า สาธุ เจ้าภาพก็ประเคนผาไตรกฐินแก่ภิกษุผู้เถระ ครั้นแล้วประเคนเครื่องบริขารอื่น ๆ เสร็จแล้ว พระสงฆ์ก็ทำพิธีมอบผ้าให้แก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ซึ่งเป็นพระเถระ มีจีวรเก่า รู้ธรรมวินัย ครั้นเสร็จแล้ว พระสงฆ์อนุโมทนา เจ้าภาพกรวดน้ำรับพร ก็เป็นอันเสร็จพิธีการทอดกฐินเพียงนี้

พิธีกรานกฐิน

พิธิกรานกฐินเป็นพิธีฝ่ายภิกษุสงฆ์โดยเฉพาะคือภิกษุผู้ได้รับมอบผ้ากฐินนั้น นำผ้ากฐินไปทำเป็นไตรจีวรผืนใดผืนหนึ่ง เย็บ ย้อม แห้ง เรียบร้อยดีแล้ว เคาะระฆัง ประชุมกันในโรงพระอุโบสถ ภิกษุผู้รับผ้ากฐิน ถอนผ้าเก่าอธิษฐานผ้าใหม่ที่ตนได้รับนั้นเข้าชุดเป็นไตรจีวร

เสร็จแล้ว ภิกษุรูปหนึ่ง ขึ้นสู่ธรรมาสน์แสดงพระธรรมเทศนา กล่าวคือเรื่องประวัติกฐินและอานิสงส์ครั้งแล้วภิกษุผู้รับผ้ากฐิน นั่งคุกเข่าตั้งนะโม 3 จบ แล้วเปล่งวาจาในท่ามกลางชุมนุมนั้น ตามลักษณะผ้าที่กรานดังนี้

ถ้าเป็นผ้าสังฆาฏิ เปล่งวาจากรานกฐินว่า “อิมายสงฺฆาฏิยา กฐินํ อตฺถรามิ” แปลว่า ข้าพเจ้ากรานกฐินด้วยผ้าสัมฆาฎินี้ (ในเวลาว่านั้นไม่ต้องว่าคำแปลนี้) 3 จบ

ถ้าเป็นผ้าอุตตราสงค์เปล่งวาจากรานกฐินว่า “อิมินาอุตฺตราสงฺเคน กฐินํ อตฺถรามิ” แปลว่าจ้าพเจ้ากรานกฐิน ด้วยผ้าอุตตราสงค์นี้ 3 จบ

ถ้าเป็นผ้าอันตรวาสก (สบง) เปล่งวาจากรานกฐินว่า “อิมินา อนฺตรวาสเกน กฐินํ อตฺถรามิ” แปลว่าข้าพเจ้ากรานกฐิน ด้วยผ้าอันครวาสกนี้ 3 จบ

ลำดับนั้น สงฆ์นั่งคุกเข่าพร้อมกันแล้วกรานพระ 3 หนเสร้จแล้ว ตั้งนโมพร้อมกัน 3 จบ แล้วท่านผู้ได้รับผ้ากฐินหันหน้ามายังกลุ่มภิกษุสงษ์ กล่าวคำอนุโมทนาประกาศดังนี้

“อตฺถตํ อาวุโส สงฺฆสฺส กฐินํ ธมฺมิโก กฐินตฺถาโร อนุโมทามิ” 3 จบ (แปลว่า อาวุโส! กฐินสงฆ์กราบแล้ว การกรานกฐินเป็นธรรม ข้าพเจ้าขออนุโมทนา)

คำว่า อาวุโส นั้น ถ้ามีภิกษุอื่นซึ่งมีพรรษามากกว่าภิกษุผู้ครองกฐินแม้เพียงรูปเดียวก็ตาม ให้เปลี่ยนเป็น ภนฺเต

ต่อนั้น สงฆ์ทั้งปวงรับว่า สาธุ พร้อมกันแล้วให้ภิกษุทั้งปวง อนุโมทนาเรียงองค์กันไปทีละรูป ๆ ว่า “อตฺถตํ ภนฺเต สงฺฆสฺส กฐินฺ ธมฺมิโก กฐินตฺถาโร อนุโมทามิ” 3 จบสงฆ์ทั้งปวงรับว่า สาธุ ทำดังนี้ จนหมดภิกษุผู้ประชุมอนุโมทนา

(ถ้าผู้อนุโมทนา มีพรรษษแก่กว่าสงฆ์ทั่งปวง ให้เปลี่ยนคำว่า ภนฺเต เป็น อาวุโส)

ในการว่าคำอนุโมทนานี้พึงนั่งคุกเข่าประนมมือเสร้จแล้วจึงนั่งพับเพียงลง

เมื่อเสร็จแล้ว ให้นั่งพร้อมกันคุกเข่าประนมมือ หันหน้าตรงต่อพระพุทธปฏิมา ว่าพร้อมกันอีก 3 จบ แต่ให้เปลี่ยนคำว่า อนุโมทามิ เป็น อนุโมทาม เป็นอันเสร็จไปชั้นหนึ่ง

ต่อแต่นั้นกราบพระ 3 หน นั่งพับเพียบ สวดปาฐะและคาถาเนื่องด้วยกรานกฐิน จบแล้วก็เป็นเสร็จพิธีการกรานกฐิน

อานิสงส์กฐินสำหรับพระ

ในพระวินัย ระบุอานิสงส์กฐินไว้ 5 คือ

1. เข้าบ้านได้โดยมิต้องบอกลาภิกษุด้วยกัน
2. เอาไตรจีวรไปโดยไม่ครบสำรับได้
3. ฉันอาหารเป็นคณะโภชน์ได้
4. เก็บจีวรไว้ได้ตามปรารถนา
5. ลาภที่เกิดขึ้นเป็นของเธอผู้จำพรรษาในวัดนั้น

อนิสงส์กฐินสำหรับผู้ทอด

โดยทั่วไปผู้เขียนเองและแม้ผู้รู้บางท่านก็ยังไม่เคยพบในพระบาลีที่ระบุไว้โดยตรง แต่ว่าการทอดกฐินเป็นกาลทาน ปีหนึ่งทำได้ครั้งเดียว วันหนึ่งทำได้ครั้งเดียวในปีหนึ่ง ๆ ต้องทำภายในกำหนดเวลา และผู้ทอดก็ต้องตระเตรียมจัดทำเป็นงานใหญ่ ต้องมีผู้ช่วยเหลือหลายคน จึงนิยมกันว่าเป็นพิธีบุญที่อานิสงส์แรง น่าคิดอีกทางหนึ่งว่า พิธีเช่นนี้ได้ทั้งโภคสมบัติ เพราะเราเองบริจาค ได้ทั่งบริวารสมบัติเพราะได้บอกบุญแก่ญาติมิตรใหมาร่วมการกุศล กาลทานเช่นนี้ เรียกว่า ทานทางพระวินัย

คำถวายผ้ากฐิน อย่างมหานิกาย

อิมํ สปริวารํ กฐินจีวรทุสฺสํ สงฺฆสฺส โอโณชยาม (ว่า 3 หน)
แปลว่า “ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายผ้ากฐินจีวรกับทั้งบริวารนี้ แด่พระสงฆ์”

คำถวายผ้ากฐิน อย่างธรรมยุตติกนิกาย

อิมํ ภนฺเต สปริวารํ กฐินนทุสฺสํ สงฺฆสฺส โอโณชยาม สาธุ โน ภนฺเต สงฺโฆ อิมํ สปริวารํ กฐินทุสฺสํ ปฏิคฺคณฺหาตุ ปฏิคฺคเหตฺวา จ อิมินา ทุสฺเสน กฐินํ อตฺถรตุ อมฺหากํ ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขาย

แปลว่า “ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอน้อมถวายผ้ากฐิน พร้อมทั้งบริวารนี้ ของข้าพเจ้าทั้งหลาย และครั้นรับแล้วขอจงกรานกฐินด้วยผ้านี้ เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนานเทอญ”

หมายเหตุ

ในการทอดกฐินนี้ ยังมีกฐินและข้อพิเศษที่ควรนำมากล่าวไว้ด้วย คือ 1. จุลกฐิน 2.ธงจระเข้

1. จุลกฐิน มีกฐินพิเศษอีกชนิดหนึ่ง เรียกว่าจุลกฐินเป็นงานที่มีพิธีมาก ถือกันว่ามาแต่โบราณว่า มีอานิสงส์มากยิ่งนัก วิธีทำนั้น คือเก็บผ้ายมากรอเป็นด้วย และทอให้แล้วเสร็จเป็นผืนผ้าในวันเดียวกัน และนำไปทอดในวันนั้น กฐินชนิดนี้ ต้องทำแข่งกับเวลา มีผู้ทำหลายคน แบ่งกันเป็นหน้าที่ ๆ ไป ในปัจจุบันนี้ไม่ค่อยนิยมทำกันแล้ว

“วิธีทอดจุลกฐินนี้ มีปรากฏในหนังสือเรื่องคำให้การชาวกรุงเก่าว่า บางทีเป็นของหลวงทำในวันกลางเดือน 12 คือ ถ้าสืบรู้ว่าวัดไหนยังไม่ได้รับกฐิน ถึงวันกลางเดือน 12 อันเป็นที่สุดของพระบรมพุทธานุญาตซึ่งพระสงฆ์จะรับกฐินได้ในปีนั้น จึงทำผ้าจุลกฐินไปทอด มูลเหตุของจุลกฐินคงเกิดแต่จะทอดในวันที่สุดเช่นนี้ จึงต้องรีบร้อนขวนขวายทำให้ทัน เห็นจะเป็นประเพณีมีมาเก่าแก่ เพราะถ้าเป็นชั้นหลังก็จะเที่ยวหาซื้อผ้าไปทอดได้หาพักต้องทอใหม่ไม่” (จากวิธีทำบุญ ฉบับหอสมุด หน้า 119)

2. ธงจระเข้ ปัญหาที่ว่าเพราะเหตุไรจึงมีธงจระเข้ยกขึ้นในวัดที่ทอดกฐินแล้ว ยังไม่ปรากฎหลักฐาน และข้อวิจารณ์ อันสมบูรณ์โดยมิต้องสงสัย เท่าที่รู้กันมี 2 มติ คือ

1. ในโบราณสมัย การจะเดินทางต้องอาศัยดาวช่วยประกอบเหมือน เช่น การยกทัพเคลื่อนขบวนในตอนจวนจะสว่าง จะต้องอาศัยดาวจระเข้นี้ เพราะดาวจระเข้นี้ขึ้นในจวนจะสว่าง การทอดกฐิน มีภาระมาก บางทีต้องไปทอด ณ วัดซึ่งอยู่ไกลบ้าน ฉะนั้น การดูเวลาจึงต้องอาศัยดาว พอดาวจระเข้ขี้น ก็เคลื่อนองค์กฐินไปสว่างเอาที่วัดพอดี และต่อมาก็คงมีผู้คิดทำธงในงานกฐิน ในชั้นต้น ก็คงทำธงทิวประดับประดาให้สวยงานทั้งที่องค์กฐิน ทั้งที่บริเวณวัดและภายหลัย คงหวั่นจะให้เป็นเครื่องหมายเนื่องด้วยการกฐิน ดังนั้น จึงคิดทำธงรูปจระเข้ เสมือนประกาศให้รู้ว่าทอดกฐินแล้ว

2. อีกมติหนึ่งเล่าเป็นนิทานโบราณว่า ในการแห่กฐินในทางเรือของอุบาสกผู้หนึ่ง มีจระเข้ตัวหนึ่งอยากได้บุญจึงอุตส่าห์ว่ายตามเรือไปด้วย แต่ยังไม่ทันถึงวัดก็หมดกำลังว่ายตามต่อไปอีกไม่ไหว จึงร้องบอกอุบาสกว่า เหนื่อยนักแล้ว ไม่สามารถจะว่ายตามไปร่วมกองการกุศล วานท่านเมตตาช่วยเขียนรูปข้าพเจ้า เพื่อเป็นสักขีพยานว่าได้ไปร่วมการกุศลด้วยเถิด อุบาสกผู้นั้นจึงได้เขียนรูปจระเข้ยกเป็นธงขึ้นในวัดเป็นปฐม และสืบเนื่องมาจนบัดนี้

ภาพทอดกฐินวัดลี


Categories: หน้าแรกข้อมูล | Leave a comment

ประวัติ ของวัดลี

ประวัติวัดลี

ที่ตั้ง วัดลี     ปัจจุบันอยู่ที่บ้านหล่ายอิง ใกล้กับร.ร. เทศบาล 3 ตำบลเวียง อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา

โฉนด โฉลดเลขที่ 17362 เล่มที่ 175 หน้า 62 มีเนื้อที่10 ไร่ 1 งาน 8 เศษ 8 ส่วน 10 ตารางวา

หลักฐานทางโบราณโบราณคดี หลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญ ได้แก่

1.เจดีย์ “พระธาตุวัดลี”เป็นเจดีย์เก่าแก่ที่สร้างขึ้นในสมัยพุทธศตวรรษที่ 21 และภายหลังได้รับการบูรณะปฎิสังขรณ์ครั้งใหญ่ ในช่วงปี พ.ศ. 2463-2478 โดยครูบาศรีวิชัย

2. พระพุทธบาทจำลองหินทราย เป็นโบราณวัตถุที่สำคัญของวัดมีมาตั้งแต่ดั้งเดิม

3.ศิลาจารึกวัดลี เป็นจารึกที่กล่าวถึงประวัติการสร้างวัดลีในพ.ศ. 2038 และเป็นหลักฐานสำคัญชิ้นเดียวที่ทำให้ได้ความเป็นมาของวัดลี

ประวัติ “วัดลี” เป็นวัดที่เก่าแก่ที่สำคัญวักหนึ่งของเมืองพะเยามาช้านาน มีปูชณียสถานที่สำคัญและศักดิ์สิทธิ์คือ องค์พระธาตุธาตุวัดลี ซึ่งเป็นที่เคารพสักการบูชาของชาวพะเยา และประชาชนโดยทั่วไป

“วัดลี” เป็นชื่อแต่ดั้งเดิม ความหมายคำว่า “ลี” เป็นคำโบราณของไทยทางภาคเหนือ หมายถึงกาดหรือตลาดในความหมาย “วัดลี” นั้นก็คือ วัดที่อยู่ในย่านชุมชนตลาด

ประวัติของวัดลี ตามหลักฐานที่ปรากฏอยู่ในจารึก พย.27 ได้กล่าวถึง การสร้างวัดลี เมื่อปีจุลศักราช 857 หรือปีพ.ศ.2038 ตรงกับสมัยของพระเจ้ายอดเชียงราย กษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนา (เชียงใหม่) พระเจ้ายอดเชียงรายได้มีพระราชโองการให้เจ้าหมื่นหน่อ เทพครู ผู้เป็นพ่อครูหรือพระราชครูของพระเจ้ายอดเชียงราย ขณะนั้นมากินตำแหน่งเป็น “เจ้าสี่หมื่นพะเยา”ฐานะเป็นเจ้าผู้ครองเมือง ได้มาสร้างวัดลีเพื่อเป็นการถวายส่วนบุญ ส่วนกุศลแด่พระเจ้ายอดเชียงรายกษัตริย์เมืองเชียงใหม่ เจ้าสี่หมื่นพะเยาได้มากระทำพิธีฝังหินกำหนดเขตวัดและ ผูกพัทธสีมาเป็นอุโบสถไว้กับวัดลี เมื่อวันอาทิตย์ ขึ้น 8ค่ำ เดือน 9เหนือ (ประมาณปลายเดือน พ.ค. หรือต้นเดือน มิ.ย.) ปีพ.ศ. 2038 และเจ้าสี่หมื่นพะเยาได้อาราธนาพระมหาสามีญาณเทพ จากวัดมหาพรมาเป็นประธานในพิธี พร้อมกับมีพระเถระสำคัญจากวัดต่างๆในเมืองพะเยามาร่วมพิธี อาทิเช่น พระมหาสามีนนท์ จากวัดพญาร่วง พระเถระญาณสุนทร จากวัดป่าพระเถรญาณมงคล จากวัด…(หลักฐานจากจารึกชำรุด)…เป็นต้น เจ้าสี่หมื่นพะเยาได้ถวายที่นาให้ วัดหรือที่เรียกกันว่า “นาจังหัน”ซึ่งผู้ที่นำนาในจังหันจะต้องเสียภาษีให้กับวัด รายได้จากภาษีนาเป็นค่าทะนุบำรุงวัด ทั้งข้าวัดและนางจังหันเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดโดยสมบูรณ์ กษัตริย์รัชกาลที่สืบต่อมา ไม่มีสิทธิ์จะเพิงถอน พระมหาเถรปัญญาวังสะ ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสองค์แรกของวัดลี และมีลูกวัดร่วมเป็นจำพรรษาอยู่ 3รูปคือ พระเถระญาณทัสสี พระเถรสวรเทพ และพระเถรพุทธิมา

ภายหลังในสมัยของพระเจ้าเมกุฏิสุทธิวงศ์หรือท้าวแม่กุ กษัตริย์อาณาจักรล้านนา ได้เกิดสงครามระหว่างล้านนากับพม่า และพระเจ้าบุเรงนอง กษัตริย์ของพม่าสามารถยึดครองล้านนาได้สำเร็จ  ทำให้ล้านนาตกเป็นเมืองขึ้นพม่านับถือตั้งแต่พ.ศ.2101 จนถึง พ.ศ.2317 รวมระยะเวลานานถึง 216ปี สภาพการเป็นเมืองขึ้นของพม่า ทำให้เมืองล้านนาไม่มีความสงบสุข เพราะต้องอยู่ในภาวะสงครามเกือบตลอดเวลาและผู้คนล้มตายไปในสงครามเป็นจำนวนมาก เนื่องจากถูกกองทัพพม่าเกณฑ์ไปรบในสงครามระหว่างพม่ากับกรุงศรีอยุธยาหลายครั้ง และอีกส่วนหนึ่งถูกกวาดต้อนเป็นเชลยและเกณฑ์ไปเป็นทาสใช้แรงงานในพม่า ด้วยเหตุนี้เองทำให้ประชากรในล้านนาลดลงเป็นนอย่างมาก และตายหัวเมืองต่างๆ ของล้านนารวมถึงเมืองพะเยาต้องกลายเป็นเมืองร้างไปเป็นเวลายาวนาน ส่วนทางด้านศาสนาก็ขาดผู้คนมาทะนุบำรุงจึงทำให้วัดวาอารามส่วนใหญ่ถูกปล่อยให้รกร้างชำรุดทรุดโทรมต้องกลายเป็นวัดล้างไปในที่สุด

ความล่มสลายของอาณาจักรล้านนาทำให้การฟื้นฟูบ้านเมืองต้องใช้ระยะเวลายาวนานเพราะการขาดผู้นำที่เข้มแข็งและไม่มีกำลังคนมากพอจะมาพลิกฟื้นเมือง จนกระทั้งปี พ.ศ. 2317 ในสมัยกรุงธนบุรี พระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงได้ยกกองทัพพม่าออกจากล้านนาได้เป็นผลสำเร็จ ทำให้ล้านนาได้ รับปลดปล่อยเป็นอิสรภาพ หลังจากนั้นล้านนาจึงเริ่มเข้าสู่ยุคการฟื้นฟูเมืองภายใต้นโยบาย “เก็บผักใส่ซ้าเก็บข้าเข้าเมือง” สำหรับเมืองพะเยากว่าจะได้รับการฟื้นฟูตั้งเมืองขึ้นมาอีกครั้งก็เข้ายุคกรุงรัตนโกสินทร์แล้ว คือ เมื่อปี พ.ศ. 2386 ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ราชาลที่ 3 ส่วน วัดลี แม้จะไม่ปรากฎประวัติหลักฐานแน่ชัดในช่วงสมัยพม่ายึดครองล้านนา แต่เข้าใจว่าไม่แตกต่างไปจากวัดอื่นๆ ในเมืองพะเยาสมัยนั้น คือถูกปล่อยให้รกร้าง ดังจะเห็นได้จากหลักฐานเอกสารในหนังสือราชการของกระทรวงมหาดไทยที่ 33/142 ลงวันที่ 5เมษายน 2447 ซึ่งสมเด็จเจ้าฟ้าพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ทรงนำความกราบทูลเพื่อขอพระราชกระแสอนุญาต จากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาล ที่ 5 เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ย้ายเมืองพะเยาไปอยู่ ที่บ้านแม่ต่ำ ในหนังสือได้บรรยายสภาพของเมืองพะเยาสมัยนั้นว่า ในเขตเวียงมีสภาพแห้งแล้งกันดารน้ำราษฎรทำมาหากินลำบาก และราษฎรที่ทนลำบากไม่ได้ก็อพยพไปอยู่ที่อื่นกันหมด บ้านราษฎรเหลืออยู่ประมาณ 260 หลังคาเรือน และแทบจะไม่ค่อยมีผู้คนอาศัย จะเหลือเพียงแต่ที่ทำการของราชกาลเท่านั้น ผู้คนส่วนใหญ่อพยพไปอยู่บ้านแม่ต๋ำเนื่องจากอยู่ใกล้แม่น้ำอิงและมีผู้คนอยู่หนาแน่น และในส่วนของวัดวาอารามส่วนใหญ่อยู่สภาพเป็นวัดร้าง จะมีวัดที่เหลืออยู่ไม่กี่แห่ง แต่ละวัดก็มีพระจำพรรษาอยู่เพียง2-3รูปเท่านั้น

วัดลี ซึ่งได้ผ่านการเป็นวัดร้างมาหลายร้อยปีเพิ่งมาได้รับการบูรณะปฎิสังขรณ์ครั้งใหญ่ และยกฐานะขึ้นเป็นมาเป็นวัดอีกครั้ง ในช่วงปี พ.ศ. 2463 -2478 โดยมีพระครูบาศรีวิชัย นักบุญล้านนา เจ้าอาวาสวัดบ้านป๋าง จังหวัดลำพูน มาเป็นผู้นำในการบูรณะปฎิสังขรณ์ เมื่อการบูรณะปฏิสังขรณ์แล้วเสร็จ จึงได้ไปนิมนต์ครูบาแก้วมูลญาณวุฑฺฒิ ซึ่งเป็นพระลูกศิษย์ของครูบาศรีวิชัย ขณะนั้นจำพรรษาอยู่ที่วัดพระเจ้าตนหลวงให้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดลี ต่อมาจนกระทั้งปีพ.ศ. 2510 ท่านจึงมรณภาพ และได้มีการแต่งตั้งพระศรีทอนซึ่งเป็นพระลูกวัดขึ้นรักษาแทนเจ้าอาวาส ภายหลัง ภายหลังปีพ.ศ. 2512 เจ้าอาวาสรักษาการได้ลาสิกขา คณะกรรมการวัดและศรัทธาวัดจึงได้ไปนิมนต์พระบุญชื่น ฐิตธมฺโม จากวัดแม่ต๋ำเมืองชุม จังหวัดพะเยาให้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดลี สืบต่อจวบจนปัจจุบัน

โปรแกรมเสียงระฆังดาวน์โหลดโปรแกรม
Mindful Clock
ver.3.1.1.3

By David Steigerwald

Categories: หน้าแรกข้อมูล | Leave a comment

ประวัติความเป็นมาพิพิธภัณฑ์เวียงพยาว (วัดลี)

ผู้ว่าพะเยาok


ประวัติความเป็นมาพิพิธภัณฑ์เวียงพยาว (วัดลี)

โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ จำนวนหลายพันชิ้นที่นำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์เวียงพยาว (วัดลี) ซึ่งได้กลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นและของชาติเป็นแหล่งเรียนรู้ ตลอดชีวิตของเยาวชน ประชาชนทั่วไปได้ศึกษาประวัติศาสตร์และโบราณคณีของเมืองพะเยาในอดีต ได้เป็นผลสำเร็จเพราะว่า ท่านพระครูอนุรักษ์บุรานันท์เจ้าอาวาสวัดลี เจ้าคณะอำเภอเมืองพะเยาเก็บสะสมอนุรักษ์โบราณวัตถุจำนวนมาก มาเป็นเวลา 50 ปี และได้เริ่มโครงการก่อตั้งะพิพพิธภัณฑ์

โดยเริ่มตั้งแต่ขณะนั้น พิพิธฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่ ร่วมกับหอจดหมายแหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯพะเยา สำรวจและขึ้นทะเบียนโบราณวัตถุ ของวัดลีบางส่วน พร้อมกับพระครูอนุรักษ์บุรานันท์ ได้จัดทำโครงการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์เวียงพยาว(วัดลี) โดยของบประมาณการก่อสร้างอาคารจากกราศิลปกร,สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล,กรมการศาสนา,สมาชิกผู้แทนราษฎร จังหวัดพะเยาในปี 2547

ต่อมาในปี 2548 ได้เสนอโครงการการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์วัดลีไปถึง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตรและสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ทางจังหวัดพะเยาดำเนินการแต่ก็ไม่ได้รับประมาณแต่อย่างใด ต่อมา

เมื่อเดือน ธันวาคม 2549 ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา (ธนเษก อัศวานุวัตร)ได้เห็นคุณค่าและความสำคัญของโครงการ มอบให้สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพะเยาเป็นผู้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และได้ตั้งคณะทำงาน โครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์เวียงพยาว(วัดลี) โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา (นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต)เป็นประธานคณะทำงาน

คณะทำงาน มีมติให้ปรับปรุงอาคารศาลากลางการเปรียญของวัดลีเป็นอาคารจัดแสดงพิพิธภัณฑ์เวียงพะยาว(วัดลี) และเป็นคลังเก็บโบราณวัตถุ โดยจังหวัดพะเยาได้จัดสรรงบประมาณฯ ยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุข ปี 2550 เป็นจำนวนเงิน 580,000บาท และคณะทำงานได้จัดทุนโดยการจัดตั้งกองผ้าป่า เพื่อหางบประมาณสมทบทุนโครงการฯ ได้งบประมาณ 302,000บาท งบประมาณเบื้องต้นใช้ในการปรับปรุงซ่อมแซมศาลาการเปรียญและค่าใช้จ่าย ในการขึ้นทะเบียนโบราณวัตถุ,ครุภัณฑ์ในการจัดแสดงโบราณวัตถุ ซึ่งงบประมาณดังกล่าว ในปีงบประมาณ 2551 องค์การบริหารส่วนจังหวัดพะเยาได้จัดสรรให้โครงการฯ จำนวน 100,000 บาท สำนักงานเทศบาลเมืองพะเยา จัดสรรให้ 100,000 บาท ชุมชนวัดลีของบประมาณ อยู่ดีมีสุข ปี 2551 จากจังหวัดพะเยได้รับการจัดสรร 1,000,000 บาท และเทศบาลตำบลท่าวังทอง อำเภอเมือง จังหวัด จัดพะเยา จัดสรรงบบริหาร ให้กับพิพิธภัณฑ์เวียงพะเยา (วัดลี) ประจำปีงบประมาณเพื่อใช้ในการบริหารจัดการ การดำเนินงานจัดแสดงโบราณวัตถุและการปรับภูมิทัศน์ โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพะเยา , สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดพะเยา,หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา พิพิภัณฑสถานแห่งชาติน่าน ได้ดำเนินการเป็นระยะต่อมา รองผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา (สมศักดิ์ สุวรรณสุจริต) ประธานคณะทำงาน ได้ประชุมคณะทำงานฯ  ร่วมกับคณะศัทธาวัดลี ในการเรื่องการบริหารจัดการ พิพิธภัณฑ์เวียงพยาว(วัดลี) เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2551 เพื่อให้คณะศรัทธาวัดลีแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ เตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการ พิพิภัณฑ์เวียงพยาว(วัดลี) โดยชุมชนอย่างแท้จริงและยั่งยืนสืบไป

ชมพิพิธภัณฑ์เวียงพยาว (วัดลี)

Categories: หน้าแรกข้อมูล | Leave a comment

บทสัมภาษณ์พิเศษพระครูอนุรักษ์บุรานันท์ เจ้าอาวาสวัดลี

บทสัมภาษณ์พิเศษพระครูอนุรักษ์บุรานันท์ เจ้าอาวาสวัดลี

ตำบลเวียง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา

สัมภาษณ์ มีมูลเหตุจูงใจอะไร? ที่ทำให้พระคุณเจ้าได้มาสนใจและศึกษาค้นคว้างานเกี่ยวกับทางด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี โดยเฉพาะเมืองพะเยา

ตอบ เป็นเพราะอาตมาเคยเข้าไปเที่ยวชมในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติตามที่ต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด เกิดความประทับใจในความคิดว่าเมืองพะเยาของเราก็เป็นเมืองพะเยาของเราก็เป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่มีอายุเก่าแก่มาช้านานหลายแห่ง และมีโบราณวัตถุจำนวนมากถูกทอดทิ้งอยู่ตามวัดร้างต่างๆ ในเขตเมืองเก่า อาตมาจึงอยากจะนำมาเก็บรวบรวมรักษาเอาไว้เพื่อจำได้มาศึกษาค้นคว้าหาประวัติความเป็นมาโบราณวัตถุแต่ละชิ้นนอกจากนี้ยังเอื้อประโยชน์ต่ออนุชนรุ่นหลังที่มีความใฝ่รู้อยากทราบเรื่องราวของบ้านเมืองตนเองในอดีตมีความเป็นมาอย่างไร ? แต่ที่สำคัญอย่างน้อยเป็นการสร้างจิตสำนึกให้กับอนุชนรุ่นหลังได้เกิดความรักและหวงแหนโบราณวัตถุทรงคุณค่าเหล่านี้

สัมภาษณ์ อยากทราบว่าพระคุณเจ้าได้เริ่มต้นการเก็บรวบรวมโบราณวัตถุอย่างไร?

ตอบ โบราณวัตถุต่างๆที่เก็บรวบรวบเอาไว้ โดยมากจะไปเสาะแสวงหาตามเมืองเก่าหรือแหล่งที่มีซากโบราณสถานตั้งอยู่เพราะส่วนใหญ่จะพบเศษโบราณสถานตั้งอยู่เพราะส่วนใหญ่จะพบเศษโบราณสถานตั้งอยู่ เพราะส่วนใหญ่จะพบเศษโบราณสถานตั้งอยู่เพราะส่วนใหญ่จะพบเศษโบราณวัตถุกระจายอยู่เกลื่อนกลาด บางครั้งถ้าทราบว่าใครมีโบราณวัตถุหรือทราบว่าใครบางคนมีโบราณวัตถุ ก็จะไปดูและขมาเก็บไว้ที่วัด โดยอาตมาจะบอกวัตถุประสงค์ของของต้องการค่าตอบแทนบางรายก็ง่าย บางรายก็ยาก ซึ่งอาตมาต้องใช้ความมุมานะพยายามและความอดทน นอกจากนั้นยังมีอีกวิธีคือ เอาของไปแลกเปลี่ยนกัน

อาตมาจำได้ มีอยู่ครั้งหนึ่งเมื่อหลายสิบปีก่อนเคยคนมาบอกข่าวว่า ชาวบ้านที่บ้านแม่กาขุดพบไห โบราณ ตอนที่มาบอกขณะนั้นเป็นเวลาค่ำแล้วด้วยความเป็นห่วงกลัวว่าของจะถูกขายไป ถ้าขืนซักช้ากลัวจะไม่ทันกาล อาตมาจึงตัดสิใจไปหาชาวบ้านคนนั้นทันทีทั้งๆรู้ว่า ระยะทางจากวัดลีไปบ้านแม่กาไกลไม่ใช่น้อยๆ สิบกว่ากิโลเมตร สมัยนั้นหนทางไปลำบากและที่วัดก็ไม่มีรถยนต์ อาตมาเลยเหมาสามรถถีบไป โชคดีของอาตมาที่สามล้อกล้าไป คืนนั้น กว่าอาตมาจะไปถึงของบ้านแม่กาก็เลยเวลาเกือบเที่ยงคืนพอไปพบกับเจ้าของบ้านซึ่งเป็นผู้หญิง เขาก็ตกใจจู่ๆ มีพระมาหายามวิกาล กว่าจะพูดให้เข้าใจต้องรอให้เขาหายตกใจและต้องใช้เวลา นึก ๆ อยู่และในที่สุดเขาก็ถวายไหใบนั้นให้กับมาอาตมาพร้อมกับถวายเงินร่วมทำบุญ คืนนั้นก็เลยอิ่มใจทั้งให้และผู้รับ และอยากให้โยมลองคิดดูก็แล้วกันว่า กว่าอาตมาจะกลับถึงวัดสักกี่โมง?

สัมภาษณ์ ส่วนงานการเก็บรวบรวมศิลาจาลึกเป็นมาอย่างไร ?

ตอบ อาตมาได้รับแรงบังดาลใจจากหลวงพ่อวัดพระเจ้าตนหลวง

(ปัจจุบันคือ พระธรรมวิมลโมลีเจ้าอาวาสวัดพระเจ้าตนเอง) เพราะเห็นท่านได้เป็นผู้เก็บรวบรวมศิลาจารึกมาก่อนและทำให้อาตมาทราบว่าศิลารึกมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการศึกษาประวัติศาสตร์เพราะเป็นเอกสารเรื่องราวในอดีตได้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะเรื่องราวประวัติของการสร้างวัด

อาตมาต้องใช้เวลาความพยายามอย่างมากในการเสาะแสวงหา เพราะศิลาจารึกหายากกว่า วัด ๆ หนึ่งจะมีแค่1หลักเท่านั้น แตกต่างจากพระพุทธรูปหินทรายที่มีอยู่ดาษดื่น จะว่าไปแล้วสมัยนั้นพระพุทธรูปหินทรายที่มีหลงเหลืออยู่มากตามวัดร้างต่างๆ ผู้คนที่พบเห็นไม่กล้าเก็บเอาไปกลัวจะเป็นบาปเพราะพุทธรูปทรายยังมีหลงเหลืออยู่มากตามวัดร้างต่างๆ

ผู้คนที่พบเห็นไม่กล้าเก็บเอาไป กลัวจะเป็นบาปเพราะเป็นของวัดของวาต่างจากปัจจุบันผู้คนไม่เกรงกลัวต่อบาป แม้กระทั้งเป็นของวัดของวาก็ยังไม่ละเว้น

ปัจจุบันศิลาจาลึกที่อาตมาได้รวบรวมไว้มีอยู่ประมาณ30กว่าหลัก ส่วนใหญ่ค้นพบได้ในเมืองพะเยามีบางส่วนได้มาจากแหล่งอื่น คือนอกพื้นที่จังหวัดพะเยา การค้นหาของอาตมา มักจะไปสำรวจตามแหล่งโบราณสถานหรือตามวัดร้างต่างๆ

ในเขตเมืองเก่าพะเยา บางครั้งก็พบศิลาจารึกอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรมเพราะถูกปล่อยทิ้งไว้ไม่มีใครสนใจคิดว่าเป็นเพียงเศษก้อนหิน อาตมาก็ได้นำมาเก็บรวบรวมเอาไว้ที่วัดและแจ้งให้หน้าที่กรมศิลป์ ทราบเพื่อจะได้มาอ่านแปลและมาทำทะเบียนประวัติจารึก

อาตมามักจะใช้โอกาสในวันพระที่ชาวบ้านมางานทำบุญที่วัดเช่น วันพระหรือวันสำคัญทางศาสนาประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านทราบและสร้างความเข้าใจ ให้เห็นคุณค่าช่วยกันอนุรักษ์โบราณวัตถุ เพราะสิ่งของต่างๆที่อาตมาเก็บรักษาไว้ก็เพื่อให้รุ่นลูกรุ่นหลานได้มีโอกาสศึกษาค้นคว้าถ้าไม่ช่วยกันรักษาเอาไว้แล้ว อีกหน่อยก็สูญหายไปหมด

สัมภาษณ์ จากประสบการณ์ จากประสบการณ์ของพระคุณเจ้าคิดว่า มีอุปสรรคหรือสำคัญอะไร? กระทบต่อการทำงานอนุรักษ์ด้านอนุรักษ์วัฒนธรรม

ตอบ ไม่คอยมีหน่อยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องงานทางด้านวัฒนธรรมมาช่วยเหลือหรือสนับสนุนอย่างจริงจัง ที่ผ่านมามักจะมองข้ามความสำคัญของวัฒนะธรรม ในส่วนของชาวบ้านเองบางคนมีโบราณวัตถุมักจะเก็บซ่อนเอาไว้ คนรุ่นหลังก็เลยไม่มีโอกาสได้ศึกษาค้นคว้า แต่ที่ซ้ำร้ายคือเอาไปขายให้กับชาวต่างชาติทำให้สมบัติของชาติต้องไปอยู่ต่างประเทศและอาตมาเชื่อว่าอีกหน่อยมรดกทางวัฒนธรรมของชาติไทยจะเหลืออะไรให้รุ่นหลานได้ดูได้ศึกษาถ้าจะดูที่เมืองนอก

สัมภาษณ์  ในฐานะพระคุณเจ้าเป็นบุคคลหนึ่งที่มีบาบาทต่องานอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นของเมืองพะเยา มีความคิดเห็นอย่างไรว่า พระสงฆ์ควรจะมีบาบาทมากขึ้นสำหรับการอนุรักษ์ฯ

ตอบ โดยทั่วไปพระสงฆ์เป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้าน และชาวบ้านมักจะเชื่อฟังพระสงฆ์ ฉะนั้นความเป็นผู้นำมีอยู่ในตัวของพระสงฆ์อยู่แล้วขึ้นอยู่กับพระสงฆ์แต่ลพรูปจะชี้นำชาวบ้านไปในทางใด ดังนั้นอาตมาเห็นว่า งานด้านการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของชาติ ทุกๆคนในชาติควรช่วยกันโดยถือเป็นภาระหน้าที่ช่วยกันปกป้องรักษามรดกของชาติให้ดำรงอยู่ส่วนพระสงฆ์ควรจะมีบทบาทเพิ่มบาทเพิ่มมากทางวัฒนธรรมที่มีในอดีตบรรพบุรุษได้สร้างมาจนถึงรุ่นหลานโบราณสถานโบราณโบราณวัตถุศิลปวัตถุจารึกและคำสอน รวมทั้งตำนานต่างๆที่เป็นลายลักษณ์อักษรล้วนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติที่ผูกพันและเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาแทบทั้งสิ้น ฉะนั้นการที่พระสงฆ์ได้ภาระหน้าที่ มันก็เป็นการช่วยสืบทอดหรือจรรโลงพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนเช่นเดียวกันกับการสั่งสอนคนให้เป็นคนดี

สัมภาษณ์ พระคุณเจ้าจะมีวิธีการอย่างไร? ที่สร้างจิตสำนึกกับให้ประชาชนในท้องถิ่นโดยเยาวชน หันมาสนใจการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม

ตอบ ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจเสียก่อนว่า ภาระหน้าที่การดูแลรักษามารดทางวัฒนธรรมไม่ใช่เป็นของบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งแต่เป็นภาระหน้าที่ของคนไทยทุกคนต้องช่วยกันต้องรวมกัน เท่าที่อาตมาทราบมาในอนาคตกรมศิลปากรจะโอนอำนาจท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการงานทางด้านดูแลโบราณ และโบราณวัตถุในท้องถิ่น โอยเฉพาะองค์กรบริหารส่วนตำบล (อบต.)ฉะนั้นอาตมาคิดว่า เราต้องมีการตระเตรียมรองรับเรื่องนี้แต่เนินๆ

โดยเฉพาะคนของเราในท้องถิ่นมีความพร้อมแค่ไหน อาตมาอยากเจอะจะฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าควรเข้าใจ และสร้างความภาคภูมิใจให้เห็นว่ามรดกทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นมีประโยชน์มีคุณค่าต่อชุมชน ภูมิปํญญาของคนในอดีตสามารถปรับเปลี่ยนมาใช้ได้ในชีวิตประจำวันและสอดคล้องกับการใช้ชีวิตแบบพอเพียงดังพระบรมราโชวาทของในหลวง

อีกประการหนึ่ง อาตมาอยากจะให้หน่วยงานทางราชการมีความจริงใจกับการแก้ปัญหา เพราะเท่าที่ผ่านมาทางราชการไม่คอยให้ความสำคัญงานทางด้านนี้ถ้าทางฝ่ายอาณาจักรและฝ่ายศาสนาจักรร่วมมือกันประสานงาน เพื่อออกไปอบรมชี้แจงทำความเข้าใจกับชาวบ้านตามชุ่มชนต่างๆในท้องถิ่น อาตมาเชื่อว่ามรดกทางวัฒนธรรมของชาติจะไม่สูญหายไปแน่และวัฒนธรรมของชาติจะมีการสืบสานต่อไปจนชั่วลูกชั่วหลานและไม่ต้องกลัวว่าวัฒนธรรมต่างชาติจะมาครอบงำเราได้ สิ่งที่สำคัญสุด

สัมภาษณ์ ทราบว่าปัจจุบันโบราณวัตถุต่างๆที่พระคุณเจ้าได้จัดเก็บรวบรวมเอาไว้เพิ่มจำนวนมากขึ้นจนเกิดปัญหาในขณะนี้ คือไม่มีสถานทีเพียงพอเพื่อจัดเก็บโบราณวัตถุ พระคุณเจ้าจะมีแนวแก้ไขปัญหาอย่างไร?

ตอบ โบราณวัตถุที่อาตมาได้เก็บรวบรวมมาตามสถานที่ต่างๆ นั้น ยังไม่มีที่เก็บเป็นสัดเป็นส่วนกระจัดกระจายไว้ตามอาคารต่างๆภายในวัดเช่น ตามกุฏิบ้างในวิหารบ้างหรือศาลาการเปรียญบ้าง ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อนเพราะอาตมาขาดปัจจัย (เงินทุน) สำหรับการสร้างอาคารถาวรเพื่อเก็บโบราณวัตถุอาตมาเป็นห่วงอยู่เหมือนกันกันว่ากลัวจะของจะหาย เพราะสถานที่เก็บในปัจจุบันยังไม่มีระบบป้องกันภัยที่ดีพอยิงเดี๋ยวนี้โจรขโมยเยอะ แม้กระทั้งของวัดของวายังไม่ละเว้น คนที่จิตใจอำมหิตมากขึ้นคนกระทำชั่วมากขึ้น ไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษ

อาตมาตั้งใจไว้ว่า ในอนาคตมาอยากจะสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์สักหลังหนึ่งที่มีความมั่นคงแข็งแรงและมีระบบจัดเก็บที่ดีขึ้นภายในวัดและการจัดเก็บรักษาโบราณวัตถุในพิพิธภัณฑ์ก็เพื่อความสะดวกให้กับคนพะเยาหรือต่างจังหวัดที่สนใจได้มีโอกาสมาดูและความรู้ทางประวัติศาสตร์ โบราณคดีวัฒนธรรมท้องถิ่น และรวมทั้งภูมิปัญญาท้องถิ่นของเมืองพะเยา

ดั้งนั้นอาตมาจึงอยากให้ทางบ้านเมืองตลอดจนชาวเมืองพะเยาทุกคนได้เล็งเห็นความสำคัญและมีส่วนร่วมการสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์วัดลี

สัมภาษณ์ พระคุณเจ้ามีความประสงค์อย่างไร? ในการดูแลรักษาโบราณวัตถุที่อยู่ภายในวัด

ตอบ ตามเจตนาของอาตมาตั้งใจไว้ว่าต้องการจะให้โบราณวัตถุที่อาตมาได้เก็บรวบรวมรักษาเอาไว้ทั้งหมดนี้ เป็นทรัพย์สมบัติของวัดลีและของประชาชนชาวพะเยาเพื่อให้ทุกคนได้มีโอกาสมาศึกษาค้นคว้าประวัติความเป็นมาของเมืองพะเยา

และของชาติสืบไป โดยมีสถานที่เก็บรักษาคือ พิพิธภัณฑ์วัดลีซึ่งอาตมาอยากจะให้คนพะเยาช่วยกันรักษา

สัมภาษณ์ พระคุณเจ้าจะเริ่มโครงการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์วัดลีเมื่อไหร่?

ตอบ อาตมาก็อยากจะสร้างให้เร็วที่สุดเพราะอาตมาเป็นห่วงโบราณวัตถุที่อยู่ในวัดกลัวจะสูญหาย ยิ่งทราบข่าวว่า เมื่อเร็วๆนี้ โบราณวัตถุล่ำค่าที่เก็บรักษาไว้ในวิหารเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ ถูกโจรใจบาปโจรกรรมลักไปหลายรายการอาตมาว่าขนาดวัดนี้อยู่กลางเวียง ผู้คนก็พลุกพล่านโจรก็ยังกล้านับประสาอะไรกับวัดที่อยู่ห่างไกล ที่อาตมาพูดเช่นนี้ก็เพราะเป็นห่วง เพราะเป็นทรัพย์สมบัติของชาติที่เป็นโบราณวัตถุแต่ละชิ้นต้องเลาในการแสวงหรือค้นหาเกือบทั้งชีวิต

แต่สูญหายไปแคเพียงชั่วข้ามคืนเท่านั้น ดั้งนั้นอาตมาจึงคิดที่อยากจะสร้างพิพิธภัณฑ์วัดลีให้เป็นสถานที่ถาวรมั่นคงแข็งแรงสำหรับเก็บโบราณวัตถุภายในวัดทั้งนี้ขึ้นอยู่กับหน่อยงานหลายๆฝ่ายทั้งทางราชการและเอกชนตลอดจนประชาชนจะช่วยกันผลักดันโครงการนี้ให้สำเร็จลุล่วงซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและลูกหลานเราในอนาคต

สัมภาษณ์ สิ่งพระคุณเจ้าอยากจะชี้แนะเพื่อเป็นแนวทางสำหรับชนรุ่นหลังได้เห็นคุณค่าและช่วยกันอรุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น

ตอบ ในฐานะเราเป็นคนในท้องถิ่นภาคเหนือหรือคนเมือง เราเป็นคนท้องถิ่นภาคเหนือหรือคนเมือง เรามีวัฒนธรรมทางภาษาของตนเองคืออู้คำเมือง มีการใช้อักษรตัวเมือง มีการแต่งกายแบบคนเมือง มีภูมิปัญญาท้องถิ่นตลอดจนมีวิถีชีวิต

อย่างเรียบง่าย วัฒนธรรมของเราก็ดีอยู่แล้วน่าจะช่วยกันส่งเสริมช่วยกันรักษาไม่ควรจะไปทำลายโดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น หรือกลุ่มเยาวชนและสำคัญตัวใหญ่เองก็ตามเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็ก

สัมภาษณ์ เมื่อช่วงเดือน เม.ย-มิ.ย ๒๕๔๔ ผู้สัมภาษณ์ ลูกศิษย์หลวงพ่อ

ชมภาพภายในวัด

Categories: หน้าแรกข้อมูล | Leave a comment

ลำดับท่านเจ้าอาวาสวัดลี

พ.ศ. ๒๐๓๘ พระมหาเถระปัญญาวังสะ
พ.ศ. ๒๐๓๙ – พ.ศ. ๒๔๖๕ไม่ทราบประวัติหรือข้อมูลที่ชัดเจน
พ.ศ. ๒๔๖๕ – พ.ศ. ๒๔๘๔ * ครูบาแก้ว คันธวังโส (ผู้มาบูรณะ)
พ.ศ. ๒๔๘๔ – พ.ศ. ๒๕๑๐ ** ครูบาแก้วมูล ญาณวุฑฺฒิ
พ.ศ. ๒๕๑๐ – พ.ศ. ๒๕๑๒ พระศรีทอน (รักษาการแทนเจ้าอาวาส)
พ.ศ. ๒๕๑๒ – ปัจจุบัน พระครูอนุรักษ์บุรานันท์

* พ.ศ. ๒๔๘๑ เมื่อครูบาศรีวิชัย มรณภาพ ครูบาแก้ว คันธวังโส จึงได้กลับไปจำพรรษาที่วัดพระเจ้าตนหลวง ในปี พ.ศ. ๒๔๘๔
** พ.ศ. ๒๔๘๔ ครูบาแก้วมูล ญาณวุฑฺฒิ จำพรรษาอยู่วัดพระเจ้าตนหลวง และจากนั้น ท่านก็ได้รับนิมนต์ไปเป็นเจ้าอาวาสวัดลี และมรณภาพในปี พ.ศ. ๒๕๑๐

ประวัติครูบาแก้ว คันธวังโส (พ.ศ. ๒๔๖๕ – พ.ศ. ๒๔๘๔) (ผู้มาบูรณะ)

เดิมชื่อ เขื่อนแก้ว วรรณพีระ เกิดเมื่อจุลศักราช ๑๒๖๓ ปี ล้วงเป้า เดือน ๘ เหนือ แรม ๑๓ ค่ำเม็งวันพุธ ไทยกาบสง้า ยามแตรใกล้เที่ยงตรงกับวันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๔๔ เป็นบุตรนายยอด นาง แผ่น วรรณพีระ เกิดที่บ้านห้วยกาน ตำบลบ้านโฮ่ง อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน มีพี่น้องรวมกัน ๕ คน คือ

๑. ครูบาแก้วคันธวังโส (วรรณพีระ)
๒. นายคำ วรรณพีระ
๓. นางดา วรรณพีระ
๔. นางนำ วรรณพีระ
๕. นางแสง วรรณพีระ

การศึกษา, บรรพชา, อุปสมบท

เด็กชายเขื่อนแก้ว วรรณพีระ เมื่อยามเยาว์บิดามารดานำไปฝากเรียนหนังสือกับสามเณรทูล แสงแปง ซึ่งเป็นครูสอนหนังสือพื้นเมือง เมื่อสามเณรทูลลาสิกขาไปแล้วก็ไปอยู่กับพระยศ อภิชโย เป็นอาจารย์สอน เมื่ออายุได้ ๑๑ ปี เข้าบรรพชาที่วัดห้วยกาน แล้วส่งไปเรียนหนังสือภาษาไทยต่อที่สำนักวัดป่าพูล พอมีความรู้อ่านออกเขียนได้ อายุได้ ๑๘ ปี จึงย้ายไปเรียนที่วัดสะดือเมือง จังหวัดลำพูน มีความรู้สอบไล่ได้ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ และท่านมีความรู้ทางภาษาไทยได้ดี อยู่มาจนอายุครบ ๒๐ ปี บริบูรณ์จึงอุปสมบท

อุปสมบท เมื่อวันพฤหัสบดี เดือน ๘ เหนือ ขึ้น ๑๒ ค่ำ ปีกดสัน จุลศักราช ๑๒๘๒ ตรงกับวันที่ ๒๙ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๓ เวลา ๐๖.๒๕ น. ประชุมสงฆ์ ๑๔ รูป ณ พัทธสีมาวัดป๋อย ตำบลบ้านโฮ่ง อำเภอบ้างโฮ่ง จังหวัดลำพูน พระครูศิลาภรณ์พิมล อาจารย์ผู้ให้ศีล ครูบาสมณะวัดบ้านล่อง เป็นพระอุปัชฌาย์ ครูบาไชยา วัดห้วยน้ำดิบ เป็นกรรมวาจาจารย์ ครูบาแก้วคุโณ วัดบ้างล่อง เป็นอนุสาวนาจารย์

ท่านอุปสมบทแล้ว จำพรรษาอยู่วัดห้วยกาน ๒ พรรษา อาศัยท่านเป็นผู้มีความรู้ภาษาไทย มีสติปัญญาฉลาดจึงเป็นที่รู้จักของผู้หลักผู้ใหญ่ ในสมัยนั้นเป็นอย่างดี ครั้นหนึ่งพ่อขุนโฮ่งและนายโต๊ะ ปลัดอำเภอมาติดต่อขอท่านไปเป็นเสมียนมหาดไทย แต่ท่านก็ไม่ยินยอมรับหน้าที่นั้น เพราะยังมีความรักในพระพุทธศาสนาและสมณะเพศ และรักการปฏิบัติธรรมอยู่ หลังจากนั้นอีกพ่อขุนโฮ่งและปลัดกลับขอวิงวอนให้ท่านรับภารธุระสอนหนังสือ ไทยโดยเปิดโรงเรียนขึ้นที่วัดห้วยกาน ท่านอดวิงวอนไม่ได้จึงรับสอนหนังสือไปเป็นเวลา ๑ ปี ต่อมาท่านก็ลาออกจากการเป็นครูสอนเสีย แล้วไปอยู่ปฏิบัติอุปัฏฐากครูบาเจ้าศรีวิชัย ณ วัดบ้านปาง อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน เพราะท่านรักการปฏิบัติศาสนากิจเมื่อเข้าปฏิบัติศึกษาอบรมทั้งในด้านสม ถกัมมัฏฐาน และวิปัสสนากัมมัฏฐาน ตลอนจนการงานอื่น ๆ มีนวกรรมกิจ เป็นต้น จนมีความชำนาญแล้ว ในโอกาสที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยไปก่อสร้างโบราณสถาน โบราณวัตถุ ทั้งในท้องที่และต่างจังหวัดท่านก็ได้ติดตามไปทุกแห่ง เช่น จังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง แพร่ น่าน และ เชียงราย เป็นต้น

พ.ศ. ๒๔๖๕ ครูบาศรีวิชัยได้รับอาราธนาจากพระครูศรีวิราชปัญญา เจ้าคณะแขวงเมืองพะเยา ไปก่อสร้างวิหารวัดศรีโคมคำทุ่งเอี้ยงเมืองพะเยา ครั้งออกพรรษาแล้วท่านครูบาศรีวิชัยจึงพาเอาลูกศิษย์และศรัทธาจากจังหวัด ลำพูนไปเป็นจำนวนมาก เมื่อตระเตรียมพร้อมแล้วท่านจึงลงมือสร้างวิหาร ฤกษ์เมื่อวันอังคาร แรม ๘ ค่ำ เดือน ๔ เหนือ จุลศักราช ๑๒๘๔ ตรงกับวันที่ ๙ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๔ ท่านครูบาแก้วได้ช่วยตั้งแต่นั้นมา การก่อสร้างครั้งนี้ถือว่าเป็นการก่อสร้างครั้งใหญ่ นอกจากวิหารแล้ว ยังได้สร้างโรงอุโบสถ วิหารพระพุทธบาท ศาลารอบวัดและลาดพื้นบริเวณทั้งหมดในคราวเดียวกัน เสร็จแล้วได้ จัดมหรสพฉลองอย่างมโหฬาร เมื่อก่อสร้างที่นี้เสร็จแล้วท่านครูบาศรีวิชัยยังก่อสร้างโบราณสถาน โบราณวัตถุที่อื่น ๆ ต่อไปอีก และได้มอบหมายให้ครูบาแก้วรับภาระปกครองดูแลรักษาโดยตลอดมาชั่วอายุขัยของ ท่าน

ตั้งแต่ครูบาแก้ว คันธวังโสได้ย้ายอยู่จังหวัดพะเยา จำพรรษาอยู่ที่วัดพระเจ้าตนหลวง พร้อมกับครูบาศรีวิชัย ที่ได้รับอาราธนาจากพระครูศรีวิราชปัญญา เพื่อมาสร้างวิหารพระเจ้าตนหลวงนั้น ครูบาแก้ว คันธวังโส ก็ได้รับนิมนต์ไปเป็นผู้มาบูรณะวัดลี โดยมีคณะศรัทธาวัดลีไปนิมนต์รับท่านมาอยู่ช่วยบูรณะโบราณสถาน โบราณวัตถุ ภายในวัดลี ซึ่งจะอยู่ในช่วงระยะเวลา หลายปี ตั้งแต่ท่านได้เข้ามาช่วยครูบาศรีวิชัยสร้างพระวิหารวัดพระเจ้าตนหลวง ในปี พ.ศ.๒๔๖๕ เป็นต้นมา นอกจากนั้นท่านครูบาแก้ว คันธวังโส ยังติดตามไปช่วยสร้างโบราณสถาน โบราณวัตถุ อีกหลายแห่งตามครูบาศรีวิชัย ซึ่งเป็นการไป ๆ มา ๆ โดยท่านจะพำนักอยู่ที่วัดลีเป็นหลัก ท่านครูบาแก้ว คันธวังโส ได้บูรณะพระธาตุเจดีย์วัดลี สร้างพระวิหารใหม่ สร้างหอระฆัง สร้างกำแพงวัด จนกระทั้งครูบาศรีวิชัยมรณภาพ ในปี พ.ศ. ๒๔๘๑ ท่านได้สร้างพระอุโบสถวัดลีจนแล้วเสร็จ และเป็นชิ้นสุดท้ายก่อนที่ท่านได้ย้ายไปจำพรรษาอยู่ที่วัดพระเจ้าตนหลวง และในปี พ.ศ. ๒๔๘๔ ท่านจึงได้ย้ายไปจำพรรษาอยู่ที่วัดพระเจ้าตนหลวงตามเดิม และมอบหมายให้ ครูบาแก้วมูล ญาณวุฑฺฒิ พระลูกศิษย์ของครูบาศรีวิชัยอีกท่านหนึ่ง ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดลีแทน

เมื่อท่านไปจำพรรษาอยู่วัดพระเจ้าตนหลวง ครูบาแก้ว คันธวังโส ท่านก็ได้ทำหน้าที่ปกครองพระภิกษุสามเณร ต่อจากครูบาปัญญา ซึ่งชราภาพลงตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๖ จนถึง พ.ศ. ๒๕๐๙ ในตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระเจ้าตนหลวง และเป็นที่น่าเสียดาย ครูบาแก้วท่านเริ่มป่วยมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๔ เป็นต้นมา ได้พยายามรักษาพยาบาลเรื่อยมา แทนที่โรคจะทุเลาลงกลับกำเริ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อย และมาทรุดหนักเมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๕๐๘ ต้นปีถึง พ.ศ. ๒๕๐๙ จนวันที่ ๑๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๙ เวลาประมาณ ๐๓.๒๐ น. ตรงกับเดือน ๔ เหนือ แรม ๙ ค่ำ ท่านก็ถึงแก่มรณภาพลงไปในท่ามกลางคณะศิษยานุศิษย์ กรรมการวัดและศรัทธา ณ โรงพยาบาลพะเยา ด้วยความเศร้าสลดใจเป็นอย่างยิ่งที่ท่านได้ล่วงลับไป สิริรวมอายุของท่านได้ ๖๕ ปี ๔๕ พรรษา

ดังมีหลักฐานจาก ประวัติ พระครูวิเศษสารคุณ (ครูบาคำอ้าย) อดีตเจ้าอาวาสวัดบุญเรือง (ในปี พ.ศ.๒๔๙๑-๒๕๔๓) สถานะเดิม ชื่อ อ้าย นามสกุล สะเภาคำ เป็นบุตรนายทิพย์ นาง คำป้อ สะเภาคำ เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๗เมษายน ๒๔๕๒ ตรงกับขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๗ เหนือ ปีระกา ที่บ้านสันป่างิ้ว ดอกคำใต้ ตำบลสันช้างหินอำเภอพะเยา จังหวัดเชียงราย ( บ้านสันป่างิ้ว ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นบ้านดอกป๊าวหรือดอกพร้าวและเป็นบ้านบุญเรืองใน ปัจจุบัน) เป็นบุตรคนเดียวของนายทิพย์กับนางคำป้อ เมื่อเกิดอายุได้ ๓ เดือน นางคำป้อก็ได้เสียชีวิตลง นายทิพย์จึงได้พาเด็กชายคำอ้ายมาอยู่กินกับนางดำ คำอ้ายได้นางดำเป็นแม่นมเลี้ยงดู และได้มีพี่น้องร่วมบิดาอีก ๓ คน คือ นายคำ นายหมาย และนางช้อย เมื่อเด็กชายคำอ้าย อายุได้ ๑๓ ปี ก็ได้เข้ามาศึกษาเล่าเรียนที่วัดบุญเรืองกับหลวงพ่อปัญญา ได้ศึกษาหนังสือพื้นเมือง จนได้รู้พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าได้ ๑ ปี ก็บวชเป็นสามเณร แล้วขอลาจากหลวงพ่อปัญญาออกไปปฏิบัติวิปัสสนาธรรมกับครูบาศรีวิชัยอยู่ที่ วัดพระเจ้าตนหลวง ตำบลเวียง อำเภอพะเยา จนอายุได้ ๒๑ ปี ก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดพระเจ้าตนหลวง เมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๗๓ เวลา ๗ นาฬิกา ๑๐ นาที โดยมีพระครูศรีวิราชปัญญา เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูบาลีเป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูบาจุ้มเป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “ พระคำอ้าย อินทวํโส” ขณะนั้น วัดพระเจ้าตนหลวง กำลังก่อสร้างโบสถ์และพระวิหารอยู่ พระคำอ้าย อินทวํโส ก็ได้ช่วยก่อสร้างอยู่ด้วยตลอดมา จากนั้น พระคำอ้ายก็ได้ติดตาม พระครูบาแก้วคันธวังโสมาทำการก่อสร้างวัดลีนานถึง ๒ ปี แล้วติดตามครูบาแก้วคันธวังโสไปช่วยพระครูบาศรีวิชัย สร้างวัดสวนดอกที่เชียงใหม่ ได้อีก ๑ ปีก็แล้วเสร็จ เมื่อจัดงาน ฉลองเรียบร้อยแล้ว ก็ได้ติดตามพระครูบาศรีวิชัยไปก่อสร้างวิหารวัดศรีโสดา ต่อจากนั้นก็ได้ทำการสร้างถนนขึ้นไปสู่พระธาตุดอยสุเทพ ระยะทาง ๑๒ กิโลเมตรเศษ ได้ ๑ ปี ก็เสร็จเรียบร้อยหลังจากที่พระครูคำอ้าย ได้ติดตามพระครูบาศรีวิชัยข้างต้นแล้ว ก็กลับมาพักที่วัดพระเจ้าตนหลวง อำเภอพะเยา จังหวัดเชียงราย ได้เวลา ๕ เดือน ก็ได้ย้ายมาที่วัดบุญเรือง(บ้านดอกพร้าว ดอกคำใต้) ได้ ๑ พรรษา คณะศรัทธาวัดแม่อิง สันป่างิ้ว มาขอนิมนต์ไปเป็นเจ้าอาวาสวัดแม่อิง สันป่างิ้ว เมื่อ ปี พ.ศ.๒๔๘๗ อยู่บ้านแม่อิงได้ ๔ ปี ก็ได้เป็นพระกรรมวาจาจารย์ สำนักตำบลดงเจนและตำบลห้วยลาน จากนั้นก็ได้กลับมาอยู่ที่วัดบ้านเกิดถิ่นเดิมคือ วัดบุญเรือง ตำบลดอกคำใต้ อำเภอพะเยา จังหวัดเชียงราย ใน ปี พ.ศ.๒๔๙๑ พระครูพินิจธรรมประพาส ซึ่งเป็นเจ้าคณะอำเภอ ได้แต่งตั้งให้พระคำอ้าย อินทวํโส เป็นเจ้าอาวาสวัดบุญเรือง

นอกจากนั้นยังมีหลักฐาน เกี่ยวกับครูบาแก้ว คันธวังโส ในประวัติการสร้างวิหารวัดพระเจ้าตนหลวง และประวัติเจ้าอาวาสวัดพระเจ้าตนหลวง (วัดศรีโคมคำ) ดังนี้

วันที่ ๒๘  ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๕  ขึ้น ๑๑ ค่ำ   เริ่มลงมือรื้อพระวิหารหลังเก่าจนเสร็จเรียบร้อย วันเสาร์ที่ ๖ มกราคมพ.ศ. ๒๔๖๖ ตรงกับวัน ๗ ฯ ๒ ค่ำ ปี จอ จุลศักราช๑๒๔๘  วางศิลาฤกษ์ ลงเสาพระวิหารใหญ่ต่อจากนั้นก็เทเสราพระวิหารต้นอื่น  ต่อไป ขุดรากฝาผนัง ก่อฝาผนัง และก่อกำแพงล้อมรอบ สร้างศาลาบาตร (ศาลาราย)  รอบกำแพงวัดสร้างพระอุโบสถ พระวิหาร พระพุทธบาทจำลอง     สร้างพร้อมกันทั้งหมดทุก ๆ หลังในคราวเดียวกัน   และก่อสร้างภายในปีเดียวเหมือนเนรมิต คิดค่าก่อสร้างเป็นจำนวน ๑๑๓, ๐๐๐  รูปี  ( รูปีหนึ่งคิดราคา  ๗๕ สตางค์)

ครั้นวันที่ –   มีนาคม  พ.ศ. ๒๔๖๗  ทำบุญฉลองพระวิหารพร้อมกับศาสนาวัตถุอื่น ๆ ที่ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงทำบุญฉลองพระวิหารนานประมาณ ๑ เดือน   จึงแล้วเสร็จ หลังจากทำบุญฉลองแล้ว ครูบาศรีวิชัยก็กลับไปจังหวัดเชียงใหม่เริ่มสร้างวิหารวัดสวนดอก   จังหวัดเชียงใหม่ จึงได้มอบหมายให้พระครูบาแก้ว คันธวังโส เป็นผู้รับภาระธุรการดูแลรักษาโบราณวัตถุและพระวิหารแทน

วัดศรีโคมคำ เริ่มก่อสร้างขึ้นหลังสุดเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๕  พระครูศรีวิราชปัญญา เจ้าคณะแขวงเมืองพะเยาเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ทางฝ่ายบ้านเมือง   อดีตเจ้าผู้ครองเมืองพะเยา  พระยาประเทศอุดรทิศ  และอดีตนายอำเภอเมือพะเยา  คือ หลวงสิทธิประสาสน์ (นายคลาย  บุษยบรรณ)  นายอำเภอเมืองพะเยาคนแรก ได้ร่วมใจกันอาราธนานิมนต์ครูบาศรีวิชัย  จังหวัดลำพูน มาเป็นประธานนั่งหนักในการก่อสร้างเสนาสนะต่าง ๆ จนสำเร็จบริบูรณ์ ท่านก็มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดศรีโคมคำ ลำดับเจ้าอาวาสมีดังนี้ พ.ศ. ๒๔๖๕ –  ๒๔๖๗  พระครูศรีวิราชวชิรปัญญา เจ้าคณะแขวงเมืองพะเยาเป็นเจ้าอาวาส
พ.ศ. ๒๔๘๘  -   ๒๕๐๖ ครูบาปัญญาปญฺโญ   เป็นเจ้าอาวาส
พ.ศ. ๒๕๐๖ – ๒๕๐๙ ครูบาแก้ว คนฺธวํโส   เป็นเจ้าอาวาส
พ.ศ. ๒๕๐๙   พระโสภณธรรมมุนี เจ้าคณะอำเภอเมืองพะเยา  ( พระธรรมวิมลโมลี) เป็นผู้รักษาการในตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดศรีโคมคำ และได้รับแต่งตั้ง เป็นเจ้าอาวาส  เมื่อวันที่ ๒๕  พฤษภาคม  พุทธศักราช ๒๕๑๑

เจ้าอาวาสวัดลี อำเภอพะเยา จังหวัดเชียงราย
(คัดลอกมาจาก หนังสือ คติธรรมและประวัติ ครูบาแก้วมูล ญาณวุฑฒิ ๒๔ มีนาคม ๒๕๑๑)

ประวัติท่านครูบาแก้วมูล ญาณวุฑฺฒิ เจ้าอาวาส วัดลี อ.พะเยา จ.เชียงราย

ท่านครูบาแก้วมูล (ต๊ะก่า) ญาณวุฑฺฒิ เป็นบุตรคนที่ ๗ ของเจ้าพ่อหนานศรีหมุด เจ้าแม่หน้อย ได้ถือกำเนิดวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๒ ตรงกับวันจันทร์ แรม ๓ ค่ำ เดือน ๑๒ (เดือนยี่ เหนือ) ปีกุล ณ บ้านทุ่งกะทิง หมู่ที่ ๑๐ ต.บ้านเป้า อ.เมือง จ.ลำปาง

มรณภาพ เมื่อวันที่ ๑๑ เมษายน พ.ศ.๒๕๑๐ เวลา ๐๔.๒๕ น. ณ วัดลี อ.พะเยา จ.เชียงราย สิริรวมอายุได้ ๖๘ ปี

ท่านครูบาแก้วมูล ญาณวุฑฺฒิ มีพี่น้องร่วมกัน ๙ คน คือ

๑. เด็กชายขอด ถึงแก่กรรมแต่ยังเยาว์
๒. แม่เฒ่าปิก ถึงแก่กรรม
๓. นายน้อยหลวง ถึงแก่กรรม
๔. น.ส.บัวผัน (หลี) ถึงแก่กรรม
๕. นายหนานศรีโม๊ะ ถึงแก่กรรม
๖. นายน้อยซาว ถึงแก่กรรม
๗. ท่านครูบาแก้วมูล ถึงแก่มรณภาพ เมื่อ ๑๑ เมษายน พ.ศ.๒๕๑๐
๘. นายน้อยบุญโยง ถึงแก่กรรม
๙. พระภิกษุบุญศรี ถึงแก่มรณภาพ

เมื่อยังเยาว์ท่านเป็นที่โปรดปราณของคุณพ่อคุณแม่มาก จึงไม่มีโอกาสได้บวชเรียนเหมือนพี่น้องด้วยกัน ประกอบกับว่า ท่านเป็นเด็กที่มีนิสัยดี ว่านอนสอนง่ายเชื่อฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่ ประพฤติตนอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ จึงเป็นที่ชอบพอรักใคร่ของญาติและคนทั่วไป เมื่อคุณพ่อคุณแม่สิ้นบุญไปแล้วเห็นจะเป็นเพราะความว้าเหว่ใจประกอบกับในขณะ นั้น ท่านครูบาศรีวิชัย ได้รับนิมนต์ให้มานั่งหมักเพื่อปฏิสังขรณ์ วิหารวัดพระแก้วดอนเต้า ต.เวียงเหนือ และ วัดพระบาท ต.พระบาท อ.เมือง จ.ลำปาง รู้สึกว่าท่านเกิดปสาทะศรัทธาในท่านครูบาศรีวิชัย อย่างเหลือเกิน อุส่าห์ไปเฝ้าปฏิบัติวัตรฐากท่านครูบาฯ โดยตลอด จนกระทั่งอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ทางการได้มีหมายเรียกเพื่อเข้าไปคัดเลือกเป็นทหาร ช่างเป็นเวรกรรมเสียจริง ๆ บังเอิญท่านคัดเลือกได้ ทว่าไม่ได้เป็นทหารตามที่คาดหมายไว้หรอก หากแต่ว่าได้เป็นตำรวจเสียนี่ ถ้าจะพูดกันถึงอุปนิสัยของท่านแล้ว ท่านชอบที่จะครองสบง ทรงจีวรเสียมากกว่าที่จะไปสวมเครื่องแบบ มือถือบาตร ถือพัด เสียมากกว่าที่จะไปจับด้าม อาวุธ ฝึกฝนอบรมจิตคนให้เป็นไปในเมตตากรุราเสียมากกว่า ที่จะไปฝึกปรืออาวุธเพื่อที่จะประหัตประหารผู้อื่น ถึงกระนั้นก็ตามท่านก็ยังอุส่าห์ฝึกหัดการใช้อาวุธท่าต่าง ๆ ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา หาได้ขาดไม่ ชะรอยจะเป็นเพราะบุญกรรมที่ได้สะสมไว้แต่เบื้อง บุรพชาติคอยกระตุ้นเตือน เพื่อจะหาโอกาสสนองก็เป็นได้ ในขณะที่กำลังฝึกแถวอยู่นั้น ทำให้ท่านคิดถึงบ้านอย่างเหลือเกิน ครั้นเลิกแถวแล้ว ท่านก็ได้ขอลาผู้บังคับบัญชาเพื่อกลับไปเยี่ยมบ้าน ทางผู้บังคับบัญชาก็อนุญาตให้แต่โดยดี เมื่อท่านมาถึงบ้าน ก็ได้ยินพวกญาติพูดกันว่าขณะนี้ท่านครูบา ศรีวิชัย มาพักอยู่ที่วัดศรีบุญเรือง (อ.เมือง จ.ลำปาง) จะออกเดินทางไปยังวัดบ้านปาง ลำพูน พรุ่งนี้แล้ว พอได้ยินเท่านั้นก็ดีใจ กระวีกระวาดจัดหาจังหันเพื่อจะไปใส่บาตรท่านครูบาศรีวิชัย พอรุ่งขึ้น พร้อมด้วยญาติก็ได้ไปใส่บาตรท่านครูบาศรีวิชัย ที่วัดศรีบุญเรือง หลังจากได้กราบ-บูชาพระรัตนตรัยแล้ว ก็พากันเข้าไปกราบท่านครูบาศรีวิชัย พอท่านครูบาศรีวิชัยเห็นเข้าเท่านั้น ก็เรียกให้เข้าไปหาแล้วบอกให้นวด จนกระทั่งได้เวลาออกบิณฑบาต ฉันและกระทำอนุโมทนากิจเสร็จแล้ว ญาติโยมก็พากันทยอยกลับ ท่านอยากจะกลับเหมือนกัน แต่ท่านครูบาศรีวิชัยได้พูดไว้ว่า “ อย่าเพิ่งกลับเลยน่า เอาขันข้าว (สลุง) ฝากเขาไปเสียก่อนก็ได้” ด้วยความเคารพประกอบกับความเกรงใจ ท่านจึงได้ทำตามอย่างว่าง่าย พอตอนบ่ายท่านครูบาศรีวิชัยจะเดินทางไปพักที่วัดทุ่งกู่ด้าย (ต.ปงแสนทอง อ.เมือง ลำปาง) ได้ออกปากชวน ท่านก็ได้ติดตามไปจนถึงวัดกู่ด้าย จากนั้นท่านครุบาศรีวิชัยได้เดินทางต่อไปยัง ต.แม่สันเมืองยาว (อ.ห้างฉัตร ลำปาง) ท่านก็ได้ติดตามท่านครูบาต่อไปอีก จนกระทั่งถึงวัดบ้านปาง อ.ลี้ ลำพูน ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่นั่น โดยท่านครูบาศรีวิชัยเป็นพระอุปัชฌายะ

เห็นจะเป็นเพราะคำว่า “ บุญ” คำเดียวเท่านั้น คืออาจจะถือว่าท่านได้ปฏิบัติ “ ตนบุญ” อย่างใกล้ชิดจะได้บุญมากนั่นเอง หรือจะเป็นเพราะบุญที่ตนได้สั่งสมมาแต่อดีตชาติติดตามมาเกื้อหนุน ก็เหลือที่จะเดาได้จึงทำให้ท่านลืมบ้านช่อง ลืมญาติพี่น้อง ลืมจนกระทั่งตัวท่านเอง ซึ่งกำลังรับราชการตำรวจอยู่ก็มิได้คำนึงถึง แต่เมื่อทางการตำรวจได้ทราบว่า ท่านได้ไปบวชอยู่ในลำปาง กับท่านครูบาศรีวิชัยเสียแล้ว ก็มิได้ติดตามเอาเรื่องแต่ประการใด

ท่านบวชเป็นสามเณรจำพรรษาที่วัดบ้านปาง ๒ พรรษา จากนั้นก็ได้ติดตามท่านครูบาศรีวิชัยไปบูรณปฏิสังขรณ์พระอุโบสถวัดพระสิงห์ เชียงใหม่ จำพรรษาอยู่ที่นั่นเมื่อสร้างพระอุโบสถเสร็จแล้ว ก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยท่านครูบาศรีวิชัยเป็นพระอุปัชฌายะในนามฉายาว่า ญาณวุฑฺฒิ จากนั้นท่านก็ได้ติดตามท่านครูบาศรีวิชัยไปบูรณปฏิสังขรณ์ตามที่ต่าง ๆ จนกระทั่งถึงปี พ.ศ.๒๔๘๑ ท่านครูบาศรีวิชัยก็ได้ถึงแก่มรณภาพ ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๘๔ ท่านก็ได้ไปจำพรรษาที่วัดพระเจ้าองค์หลวง อ.พะเยา จ.เชียงราย โดยการชักชวนของท่านครูบาแก้วคันธวังโส ผู้ซึ่งเป็นศิษย์ที่ใกล้ชิดองค์หนึ่งของท่านครูบาศรีวิชัย จากนั้นท่านก็ได้รับนิมนต์ให้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดลี ได้เป็นหัวหน้าชักชวนญาติโยมบูรณปฏิสังขรณ์ ต่อจากที่ท่านครูบาแก้วได้เริ่มไว้จนสำเร็จต่อจากนั่น ท่านก็ได้ริเริ่มก่อสร้างกุฏิ กำแพง เจดีย์องค์เล็ก ตลอดจนการติดตั้งไฟฟ้าต่อท่อน้ำประปา จนสำเร็จเรียบร้อย ในด้านสาธารณะอื่น ๆ ก็มีการตัดถนนและเป็นหัวหน้าในการจัดสร้างอาคารเรียนโรงเรียนประชาบาล เป็นต้น ตลอดเวลาที่ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดลีนี้ ท่านก็ได้บูรณปฏิสังขรณ์ วัดวาอารามตลอดถึงสาธารณประโยชน์จนถึงวารสุดท้ายของชีวิต ก็นับว่าท่านเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการพัฒนาอำเภอพะเยาด้วยท่านหนึ่ง

ประวัติและปฏิปทา หลวงพ่อบุญชื่น ฐิตธมฺโม (พ.ศ. ๒๕๑๒ จนถึงปัจจุบัน)

วัดลี ต.เวียง อ.เมือง จ.พะเยา

พระครูอนุรักษ์บุรานันท์ (บุญชื่น ฐิตธมโม) นาย เดิม เมืองชื่น เสมอเชื้อ เกิดเมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๘๒ ตำบลแม่ต่ำ อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา

เมื่อจบการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ จากโรงเรียนเทศบาล ๓ (หล่อยอิงราษฎร์บำรุง) ตำบลเวียง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๗ (ขณะนั้นพะเยายังเป็นอำเภอหหนึ่งของจังหวัดเชียงราย) ท่านได้

บรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดเมืองชุม โดยมีหลวงพ่อพระครูขันตยาลังการเป็นผู้อุปัชฌาย์

ปี พ.ศ. ๒๔๙๘ สอบนักธรรมตรี

ปี พ.ศ. ๒๔๙๙ สอบนักธรรมโท

ปี พ.ศ. ๒๔๐๓ อายุครบ ๒๑ปี จึงอุปสมบทเป็นภิกษุที่วัดแม่ต๋ำเมืองชุม ตำบลแม่ต๋ำ อำเถอเมือง จังหวัดพะเยา โดยมีหลวงพ่อพระครูขันตยาลังการ เจ้าอาวาสวัดแม่ต๋ำเมืองชุม เป็นพระอปัชฌาย์ พระมหาสะอาดปัญญาปัญยาศิริ เป็นกรรมวาจาจารย์ และพระมหาอุดมเป็นพระอนุสาวนาจารย์

พระครูอนุรักษ์อนุรักษ์บุรานันท์ ท่านได้จำพรรษาที่วัดเมืองชุม ตำบลแม่ต๋ำ จนถึง พ.ศ.๒๕๑๒ คณะกรรมการและศรัทธาวัดลีได้นิมนต์ ท่านรักษาการเจ้าอาวาสวัดลี โดยท่านได้รับตำแหน่งแต่งตั้งดำรงตำแหน่งดังนี้

พ.ศ. ๒๕๐๗ ได้รับแต่งตั้งเป็น ธรรมทูต ประจำอำเภอเมืองจนถึงปัจจุบัน

พ.ศ. ๒๕๑๒ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดลี ตำบลเวียง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา

พ.ศ. ๒๕๒๑ ได้รับแต่งตั้งเป็นรองเจ้าคณะตำบลเวียง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา

พ.ศ. ๒๕๒๓ ได้รับพระราชทานแต่งตั้งสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นตรี ที่พระครูอนุรักษ์บุรานันท์

พ.ศ. ๒๕๒๔ ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรักษาการเจ้าคณะอำเภอเมืองพะเยา

พ.ศ. ๒๕๒๕ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะอำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา

พ.ศ. ๒๕๒๖  ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นเจ้าคณะอำเภอชั้นโท

พ.ศ. ๒๕๒๗  ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์

พ.ศ. ๒๕๕๑ ได้รับพระราชทานปริญญา สาขาเอกพุทธศาสนา คณะพุทธศาสตร์

พ.ศ. ๒๕๕๑ ได้รับพระราชทานปริญญา สาขาเอกพุทธศาสนา คณะพุทธศาสตร์

พ.ศ. ๒๕๕๑ ได้รับพระราชทานปริญญา สาขาเอกพุทธศาสนา คณะพุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยวิทยาเขตพะเยา

เกียรติคุณที่ได้รับ

พ.ศ. ได้รับเกียรติบัตร การอนุรักษ์คัมภีร์ใบลาน จากโครงการอนุรักษ์คัมภีร์ใบลานล้านนา ศูนย์ส่งเสริมศิลปวัฒปวัฒน   ธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

พ.ศ. ได้รับพระราชทานรางวัล เสาเสมาธรรมจักร จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารีได้รับรับพระราชทานเกียรติบัตรยกย่องเชิดชูเกียรติในด้านส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมรมดกไทย ทางพุทธศาสนาจากสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก

งานทางด้านวิชาการ

พระครูอนุรักษ์บุรานันท์ เจ้าอาวาสวัดลี  เป็นผู้ที่มีความสนใจใฝ่ศึกษางานด้านศิลปวัฒนธรรมและโบราณคดีมาเป็นเวลานานเนื่องในวัยเด็กคุ้นเคยกับซากโปราณสถาน โปราณวัตถุ  ที่เห็นอยู่มากมายในเมืองพะเยา ตลอดจนการดำเนินชีวิตอยู่ทามกลางวัฒนธรรมท้องถิ่นที่เข้มแข้ง ทำให้ท่านได้ซึบซับและเห็นคุณค่างานทางด้านศิลปวัฒนธรรมท้องถิ้นและโปราณคดี มีจิตสำนึกและมีความภูมิใจในมรดกวัฒนธรรม

Categories: หน้าแรกข้อมูล | Leave a comment

พิพิธภัณฑ์เวียงพยาว (วัดลี)

พิพิธภัณฑ์เวียงพยาว(วัดลี)

ความเป็นมา…บนเส้นทางยาวไกลจุดเริ่มต้นของพิพิธภัณฑ์เวียงพะเยา (วัดลี) เกิดจากแรงบันดาลใจและความสำนึกรักถิ่นเกิดของ พระครูอนุรกษ์บุรานันท์ เจ้าคณะอำเภอเมืองพะเยาเจ้าอาวาสวัดลี ที่ท่านได้เล็งเห็นคุณค่าโบราณวัตถุซึ่งเป็นสมบัติของชาติจำนวนมากถูกทอดทิ้งอยู่ตามวัดร้างต่างๆในแม่อิงพะเยาท่านจึงนำมาเก็บรักษาไว้ที่วัดลี เพื่อมิให้สูญหาย จากระยะเวลากว่า 50 ปี ของการทำงานอนุรักษ์ทำให้โบราณวัตถุมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆจนกระทั้งไม่มีสถานที่เก็บเพียงพอ

ดังนั้น ท่านจึงดำริที่จะตั้งพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นขึ้นมา เพื่อให้เป็นแหล่งรวบรวมโบราณวัตถุและเป็นแหล่งเรียนรู้ทางด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี ศิลปวัฒนธรรมเมืองพะเยาอีกแหล่งหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามไม่สามารถจะดำเนินการจัดตั้งได้ เพราะเนื่องจากไม่มีงบประมาณมาสนับสนุนอย่างพอเพียง จึงทำให้อย่างเป็นแต่อย่างเพียงแนวคิด

กระทั้งถึงปี พ.ศ. 2549 ทางจังหวัดพะเยา โดยนาย ธนเษก อัศวานุวัตร ผู้ว่าราชการจังหวัดไดเห็นความสำคัญจึงผลักดันโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์วัดลีอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม ซึ่งทุกๆ ฝ่ายทั้ง ภาครัฐ เอกชน และคนในชุมชนวัดลี ได้ร่วมใจกันสนับสนุน จนกระทั้งจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ฯ ประสบผลสำเร็จในปี พ.ศ. ๒๕๕0

แหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ร่วมสร้างสำนักถิ่นรักษารากเหง้าของแผ่นดินพัฒนาท้องถิ่นให้ยั่งยืน

http://watleephayao.blogspot.com/

Categories: หน้าแรกข้อมูล | Leave a comment

พระสีชมพูกับพระยิ้มวัดลี

พระพุทธรูปหินทราย (พระศรีอรยะเมตรัย)

ศิลปะสกุลช่างพะเยา ปางสมาธินั่งบนฐานราบ อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 21-22 ขนาดหน้าตักกว้าง 42 เซนติเมตร สูง 58 เซนติเมตร ขุดพบได้ในตัวเวียงเก่า (เวียงรูปน้ำเต้า)ใกล้กับบริเวณโรงฆ่าสัตว์เก่าของเทศบาลเมืองพะเยา หรือศูนย์กองช่างเทศบาลเมืองพะเยาปัจจุบัน ห่างจากวัดลีประมาณ 500 เมตร เป็นสถานที่เดียวกันกับที่พบศิลาจารึกวัดกลาง ระบุปีศักราช พ.ศ.2038

ตามประวัติ พระพุทธรูปหินทราย (พระศรีอริยเมตรัย) ได้ขุดค้นพบในวัดร้าง ชื่อวัดกลาง ในปี พ.ศ. 2520 นำโดยท่านพระครูอนุรักษ์บุรานันท์เจ้าอาวาสวัดลี พร้อมกับลูกศิลย์ และชาวบ้านจำนวนหนึ่งได้พากันออกสำรวจแหล่งโบราณวัถตุตามเขตตัวเมืองเก่า และได้มาพบซากวัดร้างวัดหนึ่ง ภายในวัดพบพระพุทธรูปหินทรายองค์เล็กจำนวนมาก ส่วนมากจะแตกหักเสียหาย เมื่อทำการสำรวจจบบริเวณรอบๆ ก็พบพระพุทธรูปฝังอยู่ใต้ดินองค์หนึ่ง พากันขุดขึ้นมา และหลักศิลาจารึกอีกหนึ่งชิ้น จึงนำมาเก็บรักษาไว้ที่วัดลี จากการสังเกตพบว่า เป็นพระพุทธรูปบางสมาธิ พระเกศาเป็นแบบหนามขนุนมนไม่มีโมลี นั่งขัดสมาธิยกเข่าขึ้นเล็กน้อยบนฐานราบ ปลายพระสังฆาฏิตัดตรง เนื้อหินทรายสีปูนขาวธรรมดา มีสีทองติดอยู่ประปราย เมื่อเวลาผ่านไปกลับมีสีชมพูขึ้นมา หลวงพ่อพระครูอนุรักษ์บุรานันท์ (ครูบาชื่น) เจ้าคณะอำเภอเมืองพะเยา เจ้าอาวาสวัดลี ต.เวียง อ.เมือง จ.พะเยา ได้เก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์เวียงพเยาว  พระพุทธรูปหินทรายสีชมองค์นี้ มีรูปลักษณะสวยงามเนื้อละเอียดและเย็นเมื่อสัมผัส.

ภาพข่าวในเว็บ

พระพุทธรูปหินทรายปางมารวิชัย (พระยิ้มเหลียวมอง)

เป็นพระพุทธรูปหินทรายปางมารวิชัย ศิลปะสกุลช่างพะเยาอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 21-22 ขนาดหน้าตักกว้าง 46 เซนติเมตร สูง 62 เซนติเมตร มีพระเกสาเป็นแบบหนามขนุน พระโมลีเป็นเปลวเพลิง ประทับนั่งบนฐานราบ เดิมประดิษฐานอยู่ข้างพระธาตุวัดลี ตรงบริเวณด้านทิศตะวันออก เคยมีประวัติว่ามีโจรมาขโมยเอาองค์พระท่านไป แต่ไม่สามารถนำไปได้ไกลเพราะมีน้ำหนักมาก และเกิดความกลัวจึงนำไปวางไว้ บริเวณหน้าสำนักปฏิบัติธรรมดรุณีวิเวกาศรม ซึ่งในตอนนั้นยังเป็นป่ารกร้าง บริเวณใต้ต้นไม่ใหญ่ ชาวบ้านเดินทางมาหาของป่ามาพบเข้า จึงนิมนต์ท่านพระครูอนุรักษ์บุรานันท์เจ้าอาวาสวัดลีไปดูและอัญเชิญมาประดิฐานไว้ที่เดิมรอบพระธาตุวัดลี ก่อนจะนำมาเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์เวียงพยาววัดลี จากการสังเกตพบว่าเป็นพระพุทธรูปหินทรายแกะสลักปางมารวิชัย ศิลปะล้านนาสกุลช่างพะเยา มีลักษณะสวยงาม

ใบหน้าและปากจะมีลักษณะรูปร่างสวยงามใบหน้าและปากจะมีลักษณะยิ้มอย่างสงบ จมูกโด่ง คิ้วตา ได้รูปแบบสง่างาม และที่สำคัญพบว่าดวงตาที่เป็นมีสีดำมักจะเหลียวมองตามผู้คนที่มาดูชมหลังจากเดินจากไป เมื่อลองพิสูจน์ ก็พบว่า มองตามตัวเราจริงเมื่อเดินจากไปด้านทิศขวามือขององค์พระท่าน นอกจากนั้นเมื่อเดินข้างๆ ก็สังเกตเห็นพระโอษฐ์ (ปาก) ของท่านจะค่อยๆ เปิดออกสร้างความแปลกใจ จนผู้คนที่มาดูเที่ยวชมในพิพิธภัณฑ์ ต่างงงไปตามๆกัน พระครูอนุรักษ์บุรานันท์ (ครูบาชื่น) เจ้าคณะอำเภอเมืองพะเยาเจ้าอาวาสวัดลี กล่าวว่า พระพุทธรูปองค์นี้ได้เก็บรักษาไว้ที่วัดมาหลายร้อยปีแล้วจนกระทั้งปี พ.ศ.2550 ทางวัดกับนาย ธนเษก อัศวานุวัตร อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยาและหน่วยงานหอจดหมายเหตุ,สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด,ลูกศิษย์ลูกหา,คณะศัทธาชุมชนในเมืองพะเยาและชุมชนวัดลี,ศรีจอมเรือง,เมืองชุม ตลอดจนญาติโยมได้ร่วมแรงร่วมใจ ช่วยกันสร้สงพิพิธภัณฑ์เวียงพยาว ขึ้นมา ภายในวัดลี เพื่อรวบรวมเก็บเอาวัตถุ ศิลปะ วัตถุโบราณที่มีจำนวนมากมายที่ได้รวบรวมเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์เพื่อให้ นักเรียน นิสิต นักศึกษาตลอดจนผู้คนทั่วไปทั้งในและต่างจังหวัดมาเที่ยวดูชมกันจนถึงปัจจุบันโดยไม่มีการเก็บค่าดูชมแต่อย่างใด

แหล่งข้อมูลข่าวจากเว็บไซต์พลังจิต

แหล่งข้อมูลจากเว็บไซต์ Phayao PhotoClub

Categories: หน้าแรกข้อมูล | Leave a comment

ประวัติศาสตร์เมือง

ประวัติศาสตร์เมือง

“พะเยา”หรือ “พยาว” เป็นเมืองเก่าแก่ที่มีหระศาสตร์ความเป็นมายาวนาน ประวัติศาสตร์ของเมืองปรากฏชัดเจนขึ้นเมื่อพบหลักฐานสำคัญในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๒ ซึ่งกล่าวถึงดินแดนพะเยา ในช่วงปลายพุทธศตวรรษ ที่ ๑๘ สมัยพ่อขุนศรีนาวนำถุมแห่งอาณาจักรสุโขทัย

ในสมัยพะยางำเมืองปกครอง พะเยามีความเจริญรุ่งเรืองมาก มีสัมพันธ์ไมตรีแนบแน่นกับพ่อขุนรามคำแหง แห่งอาณาจักรสุโขทัยและพระยามังรายแห่งอาณาจักรล้านนาเชียงใหม่

ต่อมาพะเยาถูกยึดครอง และตกเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรเชียงใหม่ (พ.ศ. ๑๘๗๗-๑๘๗๙)

พะเยากลับมามีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์อีกครั้งเมื่อพะยายุทธิษฐระ อดีตเจ้าเมืองสองแควผู้มีเชื้อพระวงค์สุโขทัย ได้รับการแต่งตั้งจากพระติโลกราช กษัตริย์เชียงใหม่ ให้มาปกครองพะเยา เมื่อปี พ.ศ.๒๗๑๗

ยุคทองของพะเยา

ยุคสมัยพระยายุทธิษฐิระ พะเยาเป็นปึกแผ่นมั่งคงบ้านเมือง สงบสุขร่มเย็น พุทธศาสนาได้รับการทำนุบำรุงจนมีความเจริญรุ่งเรืองมากสุดอีกยุคหนึ่งและทำให้พะเยากลายเป็นเมืองสำคัญทางพุทธศาสตร์

ศิลปกรรมล้ำค่าจาก

วัดติโลกอารามกลาวงกว๊านพะเยา

“วัดติโลกอาราม”เป็นวัดสำคัญที่พระยายุทธิษฐิระได้สร้างขึ้นเพื่อถวายพระเกียรติแต่พระเจ้าติโลกราชแห่งอาณาจักรล้านนาเชียงใหม่ เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๐๑๙ -๒๐๓๐ ในอดีตวัดแห่งนี้เคยมีการลักลอบขุดค้นโบราณวัตถุ พบโบราณวัตถุล้ำค่าจำนวนมาก โดยเฉพาะพระพุทธรูปหินทรายและพระพิมพ์ยอดขุนพลอย่างไรก็ตามมีโบราณวัตถุส่วนหนึ่งที่รอดจากการได้นำไปเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี ณ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้

เมืองประวัติศาสตร์ ที่อุดมด้วยศิลปะอันงดงามและวัฒนธรรมอันลุ่มลึก

ประติมากรรมหินทรายศิลปะสกุลช่างพะเยา

เป็นที่ยอมรับกันในแวดวงศิลปะและโบราณคดีว่าประติมากรรมหินทรายที่งดงามศิลปะพะเยา มีความโดดเด่นงดงาม

ศิลปะพะเยาในยุคแรกได้รับอิทธิพลมาจากแรงบันดาลใจ ทางพระพุทธศาสนาแบบเถรวาทจากลังกา ทำให้แนวความคิดและแบบเถรวาทจากลังกา ทำให้แนวคิวและรูปแบบศิลปะจึงได้รับอิทธิพลศิลปะมากในสมัยพระยายุทธิษฐิระ ทำให้งานประมากรรมหินทรายของพะเยามีความอ่อนช้อยงดงามยิ่งขึ้น

เครื่องถ้วยเวียงบัว

การค้นพบแหล่งเตาเผาโบราณเมื่อหลายสิบปีก่อนในบริเวณเวียงบัว ตำบลแม่กา อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ภายหลังได้รับการเปิดเผยจากนักวิชาการ ทำให้เครื่องถ้วยเวียงบัวเป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงในเวลาต่อมาเครื่องถ้วยเวียงบัวมีเอกลักษณ์โดดเด่นลวดลายเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งเกิดจากการรังสรรค์ของช่างฝีมือปั้นหม้อชาวเวียงบัวในอดีตเมื่อร้อยปีก่อน โดยใช้แม่พิมพ์ปั้นลวดลายที่มีความสวยงามลงตัวและแปลกตา

ขุมทรัพย์ทางปัญญาในอดีต

พะเยา ได้ชื่อว่าเป็นจังหวัดที่มีการค้นพบศิลาจารึกมากที่สุดในประเทศไทยและมีแหล่งข้อมูล สำหรับให้องค์ความรู้เกี่ยวกับเรืองราวทางด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี และศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่นได้อย่างสมบูรณ์

ภาพเก่าเล่าอดีต เมืองพะเยา

พะเยาเป็นเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งที่มีแอ่งน้ำงาม อันกว้างใหญ่เสมือนเป็นหัวใจของเมืองคือ กว๊านพะเยามีประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนะธรรมอันเก่าแก่สืบทอดมายาวนาน ถ้าจะเล่าขานก็เป็นเรื่องราวที่ไม่รู้จบถ้าจะเขียนถึงก็เป็นเรื่องที่ยังไม่มีบทสุดท้าย

ความทรงจำถูกย้อนเวลาไปในอดีตด้วยภาพถ่าย เพื่อให้เรารำลึกถึงชีวิตที่ผ่านมากับเวลาที่ผ่านไป

เกรียงศักด์ิ์ ชัยดรุณ

เมืองพะเยาในยุคประวัติศาตร์

หลังจากระยะเวลาในตำนาน ชื่อเมืองพะเยาได้ปรากฏเป็นครั้งแรกในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดคือศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๒(วัดศรีชุม) ซึ่งจารึกขึ้นเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่๑๙-๒๐ (พ.ศ. ๑๘๘๔-๑๙๑๐)แต่เล่าเหตุการณ์ย้อนหลังกลับไปกลับไปถึงระยะเวลาพุทธศตวรรษที่ 18 กล่าวถึง เมืองพะเยาว่า “พยาว”ในสมัยของพ่อขุนศรีนาวนำถุม กษัตริย์แห่งเมืองสุโขทัย- ศรีสัชนาลัย ก่อนพ่อขุนศรีอินทราทิตย์จะขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์เมืองสุโขทัย ในปี พ.ศ. ๑๘๐๐ ต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๙ เมืองพะเยาได้มีวีรบุรุษที่สำคัญเกิดขึ้นอีกพระองค์หนึ่งคือ พระยางำเมือง ซึ่งเป็นพระสหายร่วมกับพระยามังรายแห่งเมืองเชียงราย กับพระร่วง (พ่อขุนรามคำแหง) แห่งเมืองสุโขทัยในปี พ.ศ.๑๘๓๙ พระยางำเมืองและพ่อขุนรามคำแหง ได้ทรงไปช่วยพระยามังรายสร้างเมืองเชียงใหม่ จะเห็นว่าเมืองพะเยาในสมัยของพระยางำเมืองมีอำนาจเข้มแข็งมากสามารถขยายอาณาเขตเข้าไปยึดครองเมืองน่านได้   เมื่อสิ้นสุดพระยางำเมือง เมืองพะเยาก็ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านนาในปลายพุทธศตวรรษที่19 นับแต่นั้นเป็นต้นมาเมืองพะเยาก็ถูกลดฐานะเป็นเมืองเล็กๆ ที่ขึ้นอยู่กับเชียงราย

ต่อมาเมืองพะเยากลับมามีบทบาทอีกครั้งในประวัติศาสตร์เมื่อพระเจ้าสามฝั่งแกน กษัตริย์ล้านนาเมืองชียงใหม่  ทรงแต่งตั้งอาว์เลี้ยงไปเป็นเจ้าสี่หมื่นครองเมืองพะเยา ในปี พ.ศ.๑๙๕๔ เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณที่ช่วยเหลือพระองค์ขึ้นครองราชย์ได้สำเร็จ ในสมัยเจ้าสี่หมื่น เมืองพะเยาได้รับการย่องยองให้มีความสำคัญแทนเมืองเชียงราย ต่อมาเมื่อถึงสมัยพระเจ้าติโลกราช  (พ.ศ. ๑๙๘๔-๒๐๓๐)ซึ่งขึ้นครองราชย์สืบต่อพระเจ้าสามฝั่งแกนพระเจ้าติโลกราชได้ใช้เมืองพะเยาเป็นฐานะกำลังขยายอำนาจเข้ายึดเมืองแพร่และน่าน รวมทั้งทำสงครามกับสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแห่งกรุงศรีอยุธยาเพื่อชิงดินแดนสุโขทัย พระยายุทธิษฐิระ เจ้าเมืองสองแคว (พิษณุโลก) ผู้มีเชื้อสายราชวงศ์สุโขทัยได้บาดหมางกับสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ จึงเข้ามาสวามิภักดิ์กับเจ้าติโลกราชและช่วยทำสงครามรบกับกรุงศรีอยุธยา พระยายุทธิษฐิระได้รับการปูนบำเหน็จความดีความชอบ ให้มาเป็นเจ้าสี่หมื่นครองเมืองพะเยา ในปี พ.ศ.๒๐๑๗ ช่วงระยะเวลานี้  บ้านเมืองเป็นปึกแผ่นมั่นคง ศิลปวัฒนธรรมและพุทธศาสนาได้รับการส่งเสริมจนเจริญรุ่งเรืองมาก และถือเป็นอีกยุคทองของเมืองพะเยาอีกยุคหนึ่ง ดังปรากฏหลักฐานจากโบราณสถาน โปราณวัตถุหลายแห่งที่พบในเมืองพะเยา

ภายหลังเมืองพะเยาได้ร่วงโรยไปพร้อมกับเมืองอื่นๆในล้านนา นับคั้งแต่ล้านนาถูกพม่าบุกเข้ามายึดครอง เมื่อปี พ.ศ. ๒๐๑๐ จากนั้นเมืองพะเยาก็ได้ทายไปจากประวัติศาสตร์  กระทั่งต่อมา เมื่อถึง ปี พ.ศ. ๒๓๑๐ พม่ายกกองทัพเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยา ชื่อเมืองพะเยากลับมาปรากฏในประวัติศาสตร์อีกครั้งเมื่อเนเมียวสีหบดี แม่ทัพพม่าได้มาเกณฑ์คนพะเยา

ไปรบกับกรุงศรีอยุธยาในสงคราบ้านเมืองแทบจะร้างผู้คนและเมืองพะเยาต้องกลายเป็นเมืองร้างไปเป็นเวลาถึง  56 ปี

เมืองพะเยาในยุคฟื้นฟู

เมื่อถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พ.ศ. ๒๓๘๖ สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๓ ได้ทรงพระกรุณาโปรดฯ ตั้งเมืองพะเยาให้มีฐานะเป็นเมือง ต่อมาปี พ.ศ. ๒๔๔๕ เมืองถูกยุบรวมกับเมืองงาวเป็น “ บริเวณพะเยา” พอถึงปี พ.ศ. ๒๔๔๘ ได้ยุบบริเวณพะเยาให้มีฐานะเป็น “อำเภอเมืองพะเยา” โดยมีเจ้าอุปราชมหาชัย ศีติสาร รักษาการในตำแหน่งเจ้าเมือง และเป็นเจ้าเมืององค์สุดท้าย และ พ.ศ. ๒๔๕๗ อำเภอเมืองพะเยาถูกยุบเป๋นอำเภอพะเยา อยู่ในอำนาจการปกครองของจังหวัดเชียงราย มีนายคลาย บุษบรรณ เป็นนายอำเภอคนแรก และได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นรองอำมาตย์โทขุนสิทธิประศาสน์จนกระทั้ง เมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๐ อำเภอพะเยาได้ยกฐานะเป็นจังหวัดพะเยาจนกระทั้งปัจจุบัน

สมัยก่อนกรุงศรีอยุธยา

พะเยาเป็นเมืองประวัติศาสตร์ เดิมมีชื่อว่า เมืองภูกามยาว หรือ พยาว เคยมีเอกราชสมบูรณ์ มีกษัตริย์ปกครองสืบราชสันติวงศ์มา ปรากฏตามตำนานเมืองพะเยา ดังนี้ พุทธศักราช ๑๖๐๒ ( จุลศักราช ๔๒๑) พ่อขุนเงินหรือลาวเงิน ราชโอรสของขุนแรงกวา กษัตริย์ผู้ครองนครเงินยางเชียงแสนมีพระราชโอรส ๒ องค์ ขุนจอมธรรมโอรสองค์ที่ ๒ ให้ปกครองเมืองภูกามยาว ซึ่งเป็นหัวเมืองฝ่ายใต้ แต่ขุนชินให้อยู่ในราชสำนักครองนครเงินยางเชียงแสน ขุนจอมธรรมพร้อมข้าราชการบริวารขนเอาพระราชทรัพย์บรรทุกม้า พร้อมพลช้าง พลม้า ตามเสด็จถึงเมืองภูกามยาว และตั้งรากฐานเมืองใหม่ ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองโบราณเมืองหนึ่ง นามว่า “ สีหราช” อยู่เชิงเขาชมภูหางดอยด้วน ลงไปจรดฝั่งแม่น้ำสายตา มีสัณฐานคล้ายลูกน้ำเต้า มีหนองน้ำใหญ่อยู่ทางตะวันตก อันหมายถึงกว๊านพะเยา และทางทิศอีสานคือ หนองหวีและหนองแว่น ต่อมารวมไพร่พลหัวเมืองต่างๆ ได้ ๑๘๐, ๐๐๐ คน จัดแบ่งได้ ๓๖ พันนา ๆ ละ ๕๐๐ คน มีเขตแคว้นแดนเมืองในครั้งกระโน้น ดังนี้

ทิศบูรพา จรดขุนผากาดจำบอน ตาดม้าน บางสีถ้ำ ไทรสามต้น สบห้วยปู น้ำพุง สบปั๋ง ห้วยบ่อทอง ตาดซาววา กิ่วแก้ว กิ่วสามช่อง มีหลักหินสามก้อนฝังไว้กิ่วฤๅษี แม่น้ำสายตา กิ่วช้าง กิ่วง้ม กิ่วเปี้ย ดอยปางแม่นาคทิศตะวันตก โป่งปูดห้วยแก้วดอยปุย แม่คาว ไปทางทิศใต้กิ่วรุหลาว ดอกจิกจ้อง ขุนถ้ำ ดอยตั่ง ดอยหนอก ผาดอกวัว แซ่ม่าน ไปจรดเอาดอยผาหลักไก่ทางทิศหรดีมีเมืองในอำนาจปกครอง คือ เมืองงาว เมืองกาว สะเอียบ เชียงม่วน เมืองเทิง เมืองสระ เมืองออย สะสาว เมืองดอบ เชียงคำ เมืองลอ เมืองเชียงแลง เมืองหงาว แซ่เหียง แซ่ลุล ปากบ่อง เมืองป่าเป้า เมืองวัง แซ่ซ้อง เมืองปราบ แซ่ห่ม ทิศใต้ สุดจรดนครเขลางค์และนครหริภุญชัย ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือต่อแดนขรนคร ( เชียงของ)

ขุนจอมธรรมปกครองไพร่ฟ้าประชาชน โดยตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม และยึดมั่นในบวรพุทธศาสนา บ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองด้วยโภคสมบัติ ฟ้าฝนตกตามฤดูกาลไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินตั้งอยู่ในศีลธรรมอันดี ปราศจากโรคภัยเบียดเบียน ซื่อสัตย์สุจริตต่อกัน ไม่มีสงคราม เจ้าประเทศราชต่าง ๆ ก็มีสัมพันธไมตรีอันดีต่อกัน ทรงสั่งสอนไพร่ฟ้า ข้าแผ่นดินด้วยหลักธรรม ๒ ประการ คือ – อปริหานิยธรรม ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม ๑ – ประเพณีธรรม ขนบธรรมเนียมอันเป็นระเบียบแบบแผนอันดีงานของครอบครัว ๑ ขุนจอมธรรมครองเมืองพะเยาได้ ๒ ปี มีโอรส ๑ พระองค์ โหรถวายคำพยากรณ์ว่าราชบุตรองค์นี้จะเป็นจักรพรรดิราชปราบชมพูทวีป มีบุญญาธิการมากเวลาประสูติ มีของทิพย์เกิดขึ้น ๓ อย่าง คือ แส้ทิพย์ พระแสงทิพย์ คนโททิพย์ จึงให้พระนามว่า “ ขุนเจื๋อง” ต่อมาอีก ๓ ปี ได้ราชบุตรอีกพระนามว่า “ ขุนจอง” หรือ “ ชิง” เมื่อขุนเจื๋องเจริญวัยขึ้น ทรงศึกษาวิชายุทธศาสตร์ เช่น วิชาดาบ มวยปล้ำ เพลงชัย จับช้าง จับม้าและเพลงอาวุธต่างๆ พระชนมายุได้ ๑๖ ปี พาบริวารไปคล้องช้างที่เมืองน่านเจ้าผู้ครองเมืองน่านเห็นความสามารถแล้วพอ พระทัย ยกธิดาชื่อ “ จันทร์เทวี” ให้เป็นชายาขุนเจื๋อง พระชนมายุได้ ๑๗ ปี พาบริวารไปคล้องช้างที่เมืองแพร่ เจ้าผู้ครองเมืองแพร่พอพระทัย จงยกธิดาชื่อ “ นางแก้วกษัตริย์” ให้เป็นชายา พระราชทานช้าง ๒๐๐ เชือก ขุนจอมธรรมปกครองเมืองพะเยาได้ ๒๔ ปี พระชนมายุได้ ๔๙ พรรษา ก็สิ้นพระชนม์ขุนเจื๋องได้ครองราชย์สืบแทน ครองเมืองได้ ๖ ปี มีข้าศึกแกว ( ญวน) ยกทัพมาประชิดนครเงินยางเชียงแสน ขุนชินผู้เป็นลุง ได้ส่งสาสน์ขอให้ส่งไพร่พลไปช่วยขุนเจื๋องได้รวบรวบรี้พลยกไปชุมนุมกันที่ สนามดอนไชยหนองหลวง และเคลื่อนทัพเข้าตีข้าศึกแตกกระจัดกระจายไป เมื่อขุนชินทราบเรื่องก็เลื่อมใสโสมนัสยิ่งนัก ทรงยกธิดาชื่อ “ พระนางอั๊วคำคอน” ให้และสละราชสมบัตินครเงินยางเชียงแสนให้ขุนเจื๋องครองแทนเมื่อขุนเจื๋องได้ ครองราชย์เมืองเงินยางแล้ว ทรงพระนามว่า “ พระยาเจื๋องธรรมมิกราช” ได้มอบสมบัติให้โอรสชื่อ“ ลาวเงินเรือง” ครองเมืองพะเยาแทนหัวเมืองใหญ่น้อยเหนือใต้ยอมอ่อนน้อม ได้ราชธิดาแกวมาเป็นชายานามว่า “ นางอู่แก้ว” มีโอรส ๓ พระองค์คือ ท้าวผาเรืองยี่คำห้าว ท้าวสามชุมแสง ต่อมายกราชสมบัติเมืองแกวให้ท้าวผาเรือง ให้ท้าวคำห้าวไปครองเมืองล้านช้าง ท้าวสามชุมแสงไปครองเมืองน่าน ต่อมาได้โยธาทัพเข้าตีเมืองต่างๆ ที่ยังไม่ยอมสวามิภักดิ์ ทรงชนช้างกับศัตรูเสียทีข้าศึกเพราะชราภาพ จึงถูกฟันคอขาดและสิ้นพระชนม์บนหลังช้าง พวกทหารจึงนำพระเศียรไปบรรจุไว้ที่พระเจดีย์เมืองเหรัญนครเชียงแสน ขุนเจื๋อง ประสูติเมื่อปีพุทธศักราช ๑๖๔๑ ครองราชย์สมบัติเมื่อพระชนมายุ ๒๔ ปีครองแค้วนล้านนาไทยได้ ๒๔ ปี ครองเมืองแกวได้ ๑๗ ปี รวมพระชนมายุได้ ๖๗ ปี ฝ่ายท้าวจอมผาเรืองราชบุตรขึ้นครองราชย์สมบัติเมืองพะเยาได้ ๑๔ ปี ก็ถึงแก่พิราลัย ขุนแพงโอรสครองราชย์แทนได้ ๗ ปี ขุนซองซึ่งมีศักดิ์เป็นน้าแย่งราชสมบัติและได้ครองราชย์เมืองพะเยาต่อมาเป็น เวลา ๒๐ ปีและมีผู้ขึ้นครองราชย์สืบต่อมา จนถึงพระยางำเมืองซึ่งครองราชย์เป็นกษัตริย์เมืองพะเยาองค์ที่ ๙ นับจากพ่อขุนจอมธรรม พ่อขุนงำเมืองประสูติเมื่อพุทธศักราช ๑๗๘๑ เป็นราชบุตรของพ่อขุนมิ่งเมืองสืบเชื้อสายมาจากท้าวจอมผาเรือง พระชนมายุ ๑๔ ปี พระราชบิดาส่งไปศึกษาเล่าเรียนศิลปะศาสตร์เทพในสำนักเทพอิสิตนอยู่ภูเขาดอย ด้วน ๒ ปี จบ การศึกษา พระชนมายุได้ ๑๖ ปี พระราชบิดาส่งไปศึกษาต่อ ขอถวายตัวอยู่ในสำนักสุกันตฤาษี ณ กรุงละโว้ ( ลพบุรี) จึงได้รู้จักคุ้นเคยกับพระร่วงเจ้าแห่งกรุงสุโขทัยสนิทสนมผูกไมตรีต่อกัน อย่างแน่นแฟ้น ศึกษาศิลปศาสตร์ร่วมครูอาจารย์เดียวกันเป็นสหายกันตั้งแต่นั้นมาเมื่อเรียน จบก็เสด็จกลับเมืองพะเยา

ปีพุทธศักราช ๑๓๑๐ พระราชบิดาสิ้นพระชนม์ พ่อขุนงำเมืองขึ้นครองราชย์แทน พ่อขุนงำเมืองเป็นผู้ทรงอิทธิฤทธิ์เช่นเดียวกับพระร่วง เจ้าตำนานกล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า ศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ไม่ชอบสงคราม ปกครองบ้านเมืองด้วยความเที่ยงธรรม ผูกไมตรีจิตต่อประเทศราชและเพื่อนบ้าน ขุนเม็งรายเคยคิดยกทัพเข้าบดขยี้เมืองพะเยา พ่อขุนงำเมืองล่วงรู้เหตุการณ์ก่อนแทนที่จะยกทัพเข้าต่อต้าน ได้สั่งไพร่พลให้อยู่ในความสงบ สั่งให้เสนาอำมาตย์ออกต้อนรับโดยดี เชิญขุนเม็งรายเสวยพระกระยาหารและเลี้ยงกองทัพให้อิ่ม ขุนเม็งรายจึงเลิกการทำสงครามแต่นั้นมาพ่อขุนงำเมืองจึงยกเมืองปลายแดน ซึ่งมีเมืองพาน เมืองเชี่ยงเคี่ยน เมืองเทิง และเมืองเชียงของ ให้แก่พระเจ้าเม็งราย และทำสัญญาปฏิญาณต่อกันจะเป็นมิตรต่อกันตลอดไป ฝ่ายพระยาร่วงซึ่งเป็นสหายคนสนิทก็ได้ถือโอกาสเยี่ยมพ่อขุนงำเมืองปีละ ๑ ครั้ง ส่วนใหญ่เสด็จในฤดูเทศกาลสงกรานต์ได้มีโอกาสรู้จักขุนเม็งรายทั้ง ๓ องค์ ได้ชอบพอเป็นสหายกันเคยหันหลังเข้าพิงกันกระทำสัจจปฏิญาณแก่กัน ณ ริมฝั่งแม่น้ำขุนภู ว่าจะไม่ผูกเวรแก่กัน จะเป็นมิตรสหายกัน กรีดโลหิตออกรวมกันขันผสมน้ำ ทรงดื่มพร้อมกัน ( ภายหลังแม่น้ำนี้ได้ชื่อว่า แม่น้ำอิง) ระหว่างครองราชย์ในเมืองพะเยาพ่อขุนงำเมืองเป็นผู้ทรงอุปฐากพระธาตุจอมทอง ซึ่งตั้งอยู่บนดอยจอมทองซึ่งถือว่าเป็นสถานที่ศักสิทธิ์คู่เมืองพะเยาที่ ประชาชนสักการบูชามาจนตราบเท่าทุกวันนี้เมื่อพ่อขุนงำเมืองสิ้นพระชนม์ลง โอรสคือ ขุนคำแดงสืบราชสมบัติแทนเมื่อปีพุทธศักราช ๑๘๑๖ ขุนคำแดงมีโอรสชื่อ ขุนคำลือซึ่งครองราชย์สมบัติแทนต่อมา ในสมัยนั้นพระยาคำฟูผู้ครองนครชัยบุรีศรีเชียงแสน ชวนพระกาวเมืองเมืองน่านยกทัพตีเมืองพะเยา แต่พระยาคำฟูตีได้ก่อนเกิดขัดใจกันสู้รบกันขึ้น พระยาคำฟูเสียทีก็เลยยกทัพกลับเชียงแสน กองทัพพระยากาวเมืองน่านติดตามไป ยกทัพเลยไปตีถึงเมืองฝางได้แต่ถูกทัพของพระยาคำฟูตีถอยล่นกลับเมืองน่าน เมืองพะเยาในสมัยนั้นอ่อนแอมากจึงได้รวมอยู่กับอาณาจักรลานนา พุทธศักราช ๑๙๔๙ พระเจ้าไสลือไทยยกกองทัพหมายตีเมืองเชียงใหม่และผ่านเขตเมืองพะเยา หมายตี เอาเมืองพะเยาด้วย แต่ไม่สำเร็จ

สมัยกรุงศรีอยุธยา

สมัยพระเจ้าติโลกราชครองอาณาจักรลานนาไทย ( พุทธศักราช ๑๙๘๕- ๒๐๒๕) แผ่อำนาจลงไปทางใต้ปราบปรามเมืองสองแคว เมืองเชลียง เมืองสุโขทัยตลอดถึงเมืองกำแพงเพชรอยู่ในอำนาจต่อมาในปีพุทธศักราช ๑๙๙๔- ๒๐๓๐ พระยายุทิศเจียงเจ้าเมืองสองแควซึ่งสวามิภักดิ์พระเจ้าติโลกราชได้มาครอง เมืองพะเยา ทรงสร้างพระเจดีย์วัดพระยาร่วง ( วัดบุญนาค) ซึ่งปัจจุบันประดิษฐานอยู่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเรียกว่า “ หลวงพ่อนาค” ทรงก่อสร้างวิหารวัดป่าแดง หลวงพ่อดอนชัย และอัญเชิญพระพุทธปฏิมาแก่นจันทร์แดงจากวัดปทุมมาราม ( หนองบัว) มาประดิษฐานไว้ด้วย ต่อมาพระเจ้าติโลกราชสั่งให้นำไปประดิษฐานไว้ ณ วัดอโศการาม ( วัดป่าแดงหลวง) เชียงใหม่ นอกนั้นพระยายุทิศเจียงยังเอาช่างปั้นถ้วยชามเครื่องสังคโลกอันเป็นศิลป ของกรุงสุโขทัย ไปเผยแพร่การปั้นถ้วยชามสังคโลกด้วย ตั้งแต่นั้นมาเมืองภูกามยาวก็รวมอยู่กับอาณาจักรลานนาไทยมาโดยตลอด จากหลักฐานศิลาจารึกต่างๆ ปรากฏว่าเมื่อปีพุทธศักราช ๒๐๓๔ พระยาเมืองยี่ครองเมืองพะยา พระยอดเชียงรายครองเมืองเชียงใหม่ กับตายายสองผัวเมียสร้างพระเจ้าตนหลวงเริ่มสร้างได้ ๕ วัน พระยาเมืองยี่ถึงแก่พิราลัยต่อมาพระยอดเชียงรายก็สิ้นพระชนม์ในปีเดียวกัน พุทธศักราช ๒๐๓๙ พระเมืองแก้วราชโอรสพระยอดเชียงรายขึ้นครองเมืองเชียงใหม่พระยาหัวเคี่ยนคร องเมืองพะเยา ได้ ๒๑ ปีก็สิ้นพระชนม์พุทธศักราช ๒๐๖๗ สร้างพระเจ้าตนหลวงเสร็จ รวมเวลาก่อสร้าง ๓๓ ปี พุทธศักราช ๒๑๑๑ พระเจ้าหงสาวดีเกณฑ์กองทัพพม่า ไทยใหญ่ ลื้อ มอญ ลานนาไทย ยกไปตีกรุงศรีอยุธยา เมื่อตีได้แล้วให้พระมหาธรรมราชาเจ้าเมืองสองแควไปครองกรุงศรีอยุธยาพุทธ ศักราช ๒๑๑๕ พระเจ้ากรุงหงสาวดี ได้ยกทัพตีเมืองหนองหาญ อาณาจักรล้านช้างและล้านนาไทยได้กวาดต้อนผู้คนไปด้วย ต่อมาพระเจ้ามังตรา ( บุเรงนอง) สวรรคตและปีพุทธศักราช ๒๑๔๑ ผู้คนที่ถูกกวาดต้อนไปกรุงหงสาวดีก็หนีกลับมาเชียงใหม่

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์

พุทธศักราช ๒๓๓๐ เจ้าเมืองอังวะสั่งให้หวุ่นยีมหาไชยสุระยกทัพมาทางหัวเมืองฝ่ายเหนือ ผ่านฝาง เชียงราย เชียงแสน และพะเยาด้วย ผู้คนกลัวแตกตื่นอพยพไปอยู่ลำปางทำให้เมืองพะเยาร้างไปเป็นเวลาถึง ๕๖ ปี พุทธศักราช ๒๓๘๖ พระยานครลำปางน้อยอินทร์กับพระยาอุปราชมหาวงศ์เมืองเชียงใหม่ลงไปเฝ้าพระบาท สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทูลขอตั้งเมืองเชียงรายเป็นเมืองขึ้นของเชียงใหม่ และตั้งเมืองงาว เมืองพะเยาเป็นเมืองขึ้นของนครลำปาง ต่อมาพระองค์ทรงโปรกเกล้าฯ แต่งตั้งให้นาย พุทธวงศ์ น้องคนที่ ๑ ของพระยานครอินทร์เป็นพระยาประเทศอุดรทิศ ผู้ครองเมืองพะเยา ตั้งนาย น้อย มหายศ และตั้งนาย แก้ว มานุตตม์ น้องคนที่ ๒ และ ๓ เป็นพระยาอุปราชเมืองพะเยา และพระยาราชวงศ์เมืองพะเยาตามลำดับ ตั้งนายขัติยะ บุตรพระยาประเทศอุดรทิศเป็นพระยาเมืองแก้ว และตั้งนาย น้อย ขัติยะ บุตรราชวงศ์หมู่ส่าเป็นพระยาราชบุตรเมืองพะเยา ผู้ครองเมืองพะเยาทุกคนจึงได้รับพระราชทานนามว่า “ พระยาประเทศอุดรทิศ” แต่ประชาชนมักจะเรียกตามนามเดิม เช่นเจ้าหลวงวงศ์ปีพุทธศักราช ๒๓๙๑ พระยาอุปราช ( น้อย มหายศ) รับสัญญาบัตรขึ้นครองเมืองพะเยา จนถึงจุลศักราช ๑๒๑๗ ( พุทธศักราช ๒๓๙๘) ก็ถึงอนิจกรรม พุทธศักราช ๒๓๙๘ พระยาราชวงศ์เมืองพะเยา ( เจ้าบุรีรัตนะหรือเจ้าแก้ว ขัติยะ) ได้รับสัญญาบัตรเป็นเจ้าเมืองพะเยา ครองเมืองได้ ๖ ปี ก็ถึงอนิจกรรมพุทธศักราช ๒๔๐๓ เจ้าหอหน้าอินทะชมภู รับสัญญาบัตรเป็นผู้ครองเมืองพะเยาได้ ๑๑ ปี ก็ถึงแก่พิราลัยเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๑๓พุทธศักราช ๒๔๑๘ เจ้าหลวงอริยะเป็นเจ้าเมืองพะเยาถึงปีพุทธศักราช ๒๔๓๗ ถึงแก่อนิจกรรม เจ้าไชยวงศ์เป็นผู้ครองเมืองพะเยาต่อมาถึง ๙ ปี พุทธศักราช ๒๔๔๕ เกิดจลาจลขึ้นทางหัวเมืองฝ่ายเหนือ โจรผู้ลี้ภัยเงี้ยวเข้ายึดเมืองพะเยา ปล้นเอาทรัพย์สินทางราชการ ประชาชน วัดวาอารามไป คนแตกตื่นหนีไปลำปาง ได้ยกกำลังตำรวจทหารจากลำปางมาปราบ รบกันอยู่ที่บริเวณบ้านแม่กา เงี้ยวล้มตายเป็นจำนวนมากพุทธศักราช ๒๔๔๕ ตำรวจ เจ้านาย กรรมการบ้านเมืองได้เกณฑ์ผู้คนก่อสร้างเสริมกำแพงเมืองให้มั่นคงมากขึ้น เมืองพะเยาในสมัยนั้นมีฐานะเป็นจังหวัด เจ้าหลวงอุดรประเทศทิศ ( ไชยวงศ์) เป็นเจ้าผู้ครองเมืองพะเยา หลวงศรีสมรรตการเป็นข้าหลวงประจำจังหวัด เจ้าอุปราชมหาชัยศีติสารตำแหน่งข้าหลวงผู้ช่วยหรือปลัดจังหวัดพุทธศักราช ๒๔๔๘ เจ้าหลวงอุดรประเทศทิศ ( ไชยวงศ์) ถึงแก่พิราลัย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยุบบริเวณจังหวัดพะเยาเป็นแขวงพะเยา ให้ย้ายหลวงศรีสมรรตการ ข้าหลวงประจำจังหวัดพะเยาไปรับตำแหน่งจังหวัดอื่น และโปรดเกล้าฯ ให้อุปราชมหาชัย ศีติสารรักษาการในตำแหน่งเจ้าเมืองพะเยา พุทธศักราช ๒๔๔๙ เจ้าอุปราช ศีติสารได้รับสัญญาบัตรเป็นพระยาประเทศอุดรทิต ดำรงตำแหน่งผู้ครองเมืองพะเยาองค์สุดท้าย การปกครองแผ่นดินสมัยนั้นมีการบริหารงานเป็นกระทรวง มณฑล จังหวัด อำเภอ ดินแดนแถบตะวันตกเฉียงเหนือเรียกว่า มณฑลพายัพ ผู้บริหารระดับกระทรวงเรียกว่า เสนาบดี ผู้บริหารระดับมณฑลเรียกว่า สมุหเทศาภิบาล ผู้บริหารระดับจังหวัดเรียกว่า ข้าหลวงประจำจังหวัด ผู้บริหารระดับอำเภอเรียกว่า เจ้าเมืองบ้างหรือนายอำเภอบ้าง พุทธศักราช ๒๔๕๗ ยุบเลิกตำแหน่งเจ้าผู้ครองเมือง ใช้ตำแหน่งนายอำเภอแทนเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยทรงแต่งตั้ง นายก ลาย บุษบรรณ เป็นนายอำเภอเมืองพะเยา และได้รับแต่งตั้งฐานันดรศักดิ์เป็นรองอำมาตย์โทขุนสิทธิประศาสน์ เป็นนายอำเภอคนแรกมุ่งบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่อาณาประชาราษฎร จัดการศึกษา การอาชีพ และบำรุงพุทธศาสนาจนพุทธศักราช ๒๔๖๕ ย้ายไปดำรงตำแหน่งนายอำเภอแม่จัน พุทธศักราช ๒๔๖๖ – ๒๔๖๙ พระแสน สิทธิเขต ดำรงตำแหน่งนายอำเภอพะเยา มีเหตุการณ์สำคัญคือ เกิดเพลิงไหม้ที่ว่าการอำเภอ และสร้างหลังใหม่คือหลังปัจจุบัน พุทธศักราช ๒๔๗๐ – ๒๔๗๑ หลวงประดิษฐอุดมการ ดำรงตำแหน่งนายอำเภอเมืองพะเยา เหตุการณ์บ้านเมืองปกติ พุทธศักราช ๒๔๗๒ – ๒๔๗๖ พระบริภัณฑธุรราษฎรเป็นนายอำเภอ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๗๕ เกิดการยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินจากกระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช เปลี่ยนการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศเหตุการณ์ด้านภาคพายัพปกติ ประชาชนยังคงอยู่กันด้วยความสงบสุข พุทธศักราช ๒๔๗๗ – ๒๔๗๘ นาย ผล แผลงศร เป็นนายอำเภอเมืองพะเยา สนใจทำนุบำรุงด้านการศาสนาเป็นพิเศษ ละเอียด สุขุม นิ่มนวลเข้ากับประชาชนได้ดีมีส่วนริเริ่มปรับปรุงกว๊านพะเยา เป็นแหล่งน้ำบำรุงพันธ์ปลา ร่วมกับกรมเกษตรการประมง พุทธศักราช ๒๔๗๘ – ๒๔๘๐ พระศุภการกำจรเป็นนายอำเภอเมืองพะเยา เริ่มสำรวจกว๊านพะเยารวบรวมข้อมูลต่างๆ ที่จะใช้ประกอบการพัฒนากว๊านพะเยา ตามวัตถุประสงค์ของกรมเกษตรการประมง ในปี พุทธศักราช ๒๔๘๐ นั้นเอง นาย อุ่นเรือน ฟองศรี ศึกษาธิการอำเภอเมืองพะเยาสร้างโรงเรียนมัธยมศึกษาขึ้น โรงเรียนแรกคือ โรงเรียนพะเยาพิทยาคม ในปีพุทธศักราช ๒๔๘๐ ขุนนาควรรณวิโจรน์ เป็นนายอำเภอเมืองพะเยาได้ขอตั้งเทศบาลเทศบาลเมืองพะเยาขึ้น เมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๔๘๐ ในปีพุทธศักราช ๒๔๘๑ นายสุจิตต์ สมบัติศิริเป็นนายอำเภอพะเยา เริ่มลงมือก่อสร้างประตูระบายน้ำกว๊านพะเยา พุทธศักราช ๒๔๘๒ – ๒๔๘๓ นายผล แผลงศรกลับมาดำรงตำแหน่งนายอำเภอเมืองพะเยาอีกครั้งหนึ่ง สร้างประตูระบายน้ำกว๊านพะเยาได้เสร็จเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๘๒ สร้างที่ทำการของสถานีประมง ริเริ่มจัดหาทุนสร้างโรงพยาบาลเมืองพะเยา พุทธศักราช ๒๔๘๔ นายสนิท จูทะรพดำรงตำแหน่งนายอำเภอเมืองพะเยาเป็นช่วงอยู่ในภาวะสงครามมหาเอเชีย บูรพา ประเทศไทยจำใจเข้าร่วมสัมพันธไมตรี กับประเทศญี่ปุ่นประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกา ได้มีการระดมกำลังทหารไปตรึงชายแดนภาคเหนือ ไว้เป็นจำนวนมาก จังหวัดพะเยาในเวลานั้นจึงเต็มไปด้วยทหาร พุทธศักราช ๒๔๘๕ – ๒๔๘๖ นาย ทองสุข ชุมวงศ์ ดำรงตำแหน่งนายอำเภอพะเยา สงครามเริ่มรุนแรงขึ้น ข้าศึกโจมตีทาง อากาศ ทรัพย์สินของทางราชการและประชาชนเสียหายมากผู้คนล้มตายและเกิดโรคระบาด คือ มาเลเรีย ซึ่งเกิดจากทหารติดเชื้อมาจากเชียงตุง ผู้คนล้มตายกันมาก มีการลักขโมยปล้นฆ่ากันบ่อยครั้ง เหตุการณ์ไม่ค่อยสงบประชาชนไม่กล้าออกไปทำมาหากิน พุทธศักราช ๒๔๘๖ – ๒๔๙๐ นายฉลอง ระมิตานนท์ดำรงตำแหน่งนายอำเภอเมืองพะเยา ประสานงานกับฝ่ายทหาร ตำรวจปราบปรามโจรผู้ร้ายได้ดี สามารคลี่คลายสถานการณ์ได้จนสงครามสงบก็หันมาฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมและส่งเสริม อาชีพของราษฎร พุทธศักราช ๒๔๙๐ – ๒๔๙๖ นาย ผลิ ศรุตานนท์ ดำรงตำแหน่งนายอำเภอพะเยาเหตุการณ์สู่ภาวะปกติ เริ่มฟื้นฟูทางด้านวัตถุและจิตใจของประชาชน เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๔๙๔ อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุในองค์พระเจดีย์วัดป่าแดงหลวงดอนไชย ระหว่างเดือนกันยายน ๒๔๙๕ ฝนตกหนักน้ำไหลบ่าท่วมบ้านเรือนราษฎร ถนนขาดเป็นตอนๆ การคมนาคมทางบนถูกตัดขาด เป็นผู้ริเริ่มกันที่ดินเพื่อสงวนไว้เพื่อประโยชน์ของทางราชการ เช่น ที่ดิน โรงพยาบาล ศาลกลางจังหวัดและศูนย์ราชการมีพื้นที่ประมาณ ๑๗๐ ไร่ พุทธศักราช ๒๔๙๖ – ๒๔๙๗ ขุนจิตต์ ธุรารักษ์ ดำรงตำแหน่งนายอำเภอพะเยาเร่งปราบปรามโจรผู้ร้าย การเล่นการพนันและส่งเสริมอาชีพ พุทธศักราช ๒๔๙๗ – ๒๕๐๐ นาย วิฑิต โภคะกุล ดำรงตำแหน่งนายอำเภอพะเยา มีนโยบายเร่งรัดพัฒนาอาชีพ ส่งเสริมศีลธรรมจริยธรรม ทำการบูรณะถนนหนทางขุดลำเหมืองส่งน้ำจากกว๊านพะเยา สร้างโรงพยาบาลพะเยา และได้ยกฐานะเป็นนายอำเภอชั้นเอก พุทธศักราช ๒๕๐๑ – ๒๕๐๒ นาย วรจันทร์ อินทกฤษณ์ ดำรงตำแหน่งนายอำเภอพะเยา เร่งรัดปรับปรุงถนนหนทาง ปราบปรามอันธพาล ร่วมริเริ่มก่อตั้งการประปาพะเยา ซึ่งสร้างเสร็จเมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๐๑ อยู่ไม่นานก็ย้ายไปดำรงตำแหน่งปลัดจังหวัดสระบุรี ต่อมานาย สวัสดิ์ อรรถศิริ มาดำรงตำแหน่งนายอำเภอพะเยาแทนไม่นานก็ย้ายไป พุทธศักราช ๒๕๐๒ – ๒๕๐๔ นาย ศิริ เพชรโรจน์ มาดำรงตำแหน่งแทนได้ปรับปรุงการทำงานของข้าราชการให้รัดกุม มุ่งการพัฒนาท้องถิ่นถนนหนทางสายต่างๆ แนะนำกำนันผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบลให้รู้จักการทำงานและมีความขยันหมั่นเพียร และมีการพิจารณาให้รางวัลความดีความชอบ พุทธศักราช ๒๕๐๔ – ๒๕๑๑ นาย จรูญ ธนะสังข์ ย้ายมาดำรงตำแหน่งนายอำเภอพะเยา ซึ่งในปีพุทธศักราช ๒๕๐๔ เกิดเพลิงไหม้ตลาดเมืองพะเยา ค่าเสียหายประมาณ ๒ ล้านบาทเศษ พุทธศักราช ๒๕๑๒- ๒๕๑๓ นาย ทวี บำรุงพงษ์ มาดำรงตำแหน่งนายอำเภอพะเยาในระยะนั้นได้มีมีการก่อตั้งแขวงการทางพะเยาขึ้น และเปิดสำนักงานเป็นทางการเมื่อวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๑๓ พุทธศักราช ๒๕๑๔- ๒๕๑๗ นาย ชื่น บุณย์จันทรานนท์ ดำรงตำแหน่งนายอำเภอพะเยาเมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๑๖ เกิดพายุฝน ฝนตกหนักน้ำไหลบ่าท่วมบ้านเรือนราษฎรเสียหายมาก พุทธศักราช ๒๕๑๗- ๒๕๒๐ นาย ประมณฑ์ วสุวัต ดำรงตำแหน่งนายอำเภอพะเยา พุทธศักราช ๒๕๒๐ นาย จรัส ฤทธิ์อุดม ดำรงตำแหน่งนายอำเภอพะเยา จากเมืองประวัติศาสตร์ที่มีเอกราชมาช้านาน และกลายเป็นแคว้นหนึ่งอยู่ในอาณาจักรล้านนาไทย และเปลี่ยนฐานะมาเป็นจังหวัดหนึ่งขึ้นอยู่กับมณฑลพายัพมีเจ้าผู้ครองนครและ ถูกยุบมาเป็นอำเภอหนึ่ง ซึ่งนับตั้งแต่ช่วงที่เป็นอำเภอพะเยา ( พุทธศักราช ๒๔๕๗- ๒๕๒๐) ได้ ๖๓ ปี มีนายอำเภอดำรงตำแหน่งถึง ๒๕ นาย จนเมื่อวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๒๐ ได้รับยกฐานะจากอำเภอพะเยาขึ้นเป็นจังหวัดพะเยามาตราบเท่าทุกวันนี้

ชมภาพเก่าเล่าอดีต เมืองพะเยา

http://www.phayao.go.th/

ขอบคุณเว็บไซต์จังหวัดพะเยา

Categories: หน้าแรกข้อมูล | Leave a comment

งานบุญพีธี

ทำบุญอายุวรรณะมงคลครบ 72 ปี

พระครูอนุรักษ์บุรานันท์ เจ้าอาวาสวัดลี

วันอาทิตย์ 7-8 สิงหาคม 2554 ณ วิหารวัดลี ต.เวียง อ.เมือง จ.พะเยา

พิธีการทำบุญในงานมงคล

วันอาทิตย์ ที่ 7 สิงหาคม 2554

เวลา 19.30 น. ท่านพระครูอดุร ศิลกิล เจ้าคณะตำบลหายยา (เจ้าอาวาสวัดทาสคำ) อำเภอเมืองจังหวัดเชียงใหม่

วันจันทร์ ที่ 8 สิงหาคม 2554

เวลา 8.00 น. คณะสงฆ์และคณะศิษยานุศิษย์ พร้อมกัน

เวลา 9.00 น. ประกอบพิธี ทักษิณานุปทาน ประธานพระสงฆ์ 30 รูป พระครูอนุรักษ์บุรานันท์ จุดธูปพระรัตนตรัย ถวายเครื่องสักการะ แด่ อุบาลีคุณูปมาจารย์ และพระราชวิริยาพร พระครูอนุรักษ์บุรานันท์มอบตราตั้งเลขาเจ้าคณะอำเภอเมืองให้แก่ พระครูปลัดสมบูรณ์ ปุณณสิริ และแต่งตั้งคณะกรรมการวัดลี  มัคธายกอาราธนาศรี อาราธนาพระปริตร พระสงฆ์ 9 รูป เจริญพระพุทธมนต์

สืบชะตาหลวง ท่านพระครูอนุรักษ์บุรานันท์ถวายจตุปัจจัย แก่พระสงฆ์ กล่าว สัมโมทนียคาถา ท่านพระครูอนุรักษ์บุรานันท์ กล่าวอนุโมทนา ท่านพระครูอนุรักษ์บุรานันท์ไถ่ชีวิตโคกระบือ ถวายพระตาหาร เพล เชิญ แขกผู้มีเกียรติ รับประทานอาหารเป็นเสร็จพิธี

เหรียญท่านพระครูอนุรักษ์บุรานันท์

ชมภาพพิธีการทำบุญในงานมงคล

https://picasaweb.google.com/104119750234092290883/August252011?authuser=0&feat=directlink
Categories: หน้าแรกข้อมูล | Leave a comment

ติดต่อวัด

สนใจเที่ยวชมโปรดติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ พิพิธภัณฑ์เวียงพะเยา (วัดลี)

วัดลี     ตั้งอยู่เลขที่ ๕๑ ถนน วัดลี หมู่ที่ ๒ ตำบลเวียง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ๕๖๐๐๐

โทรศัพท์.054-431-835

หรือติดต่อ คุณ เกรียงศักดิ์ แรกข้าว ฝ่ายประชาสัมพันธ์

มือถือ. 089-6367194,054-412-318

ติดต่อเว็บมาสเตอร์ สุพจน์ พันธ์สืบ Email : pohtwatlee@gmail.com

เปิดบริการทุกวัน ๐๙.๐๐-๑๕.๐๐น.

Waing Phayao (Wat Lee) Museum

T.Waing.A.Muang,Phayao 56000 , Thailand.

Tel.054-431-835

Open Daily 09.00 a.m.-15.00p.m.

แผนที่วัด

Categories: หน้าแรกข้อมูล | Leave a comment