browser icon
You are using an insecure version of your web browser. Please update your browser!
Using an outdated browser makes your computer unsafe. For a safer, faster, more enjoyable user experience, please update your browser today or try a newer browser.

ประวัติ ของวัดลี

Posted by on มิถุนายน 10, 2011

ประวัติวัดลี

ที่ตั้ง วัดลี     ปัจจุบันอยู่ที่บ้านหล่ายอิง ใกล้กับร.ร. เทศบาล 3 ตำบลเวียง อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา

โฉนด โฉลดเลขที่ 17362 เล่มที่ 175 หน้า 62 มีเนื้อที่10 ไร่ 1 งาน 8 เศษ 8 ส่วน 10 ตารางวา

หลักฐานทางโบราณโบราณคดี หลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญ ได้แก่

1.เจดีย์ “พระธาตุวัดลี”เป็นเจดีย์เก่าแก่ที่สร้างขึ้นในสมัยพุทธศตวรรษที่ 21 และภายหลังได้รับการบูรณะปฎิสังขรณ์ครั้งใหญ่ ในช่วงปี พ.ศ. 2463-2478 โดยครูบาศรีวิชัย

2. พระพุทธบาทจำลองหินทราย เป็นโบราณวัตถุที่สำคัญของวัดมีมาตั้งแต่ดั้งเดิม

3.ศิลาจารึกวัดลี เป็นจารึกที่กล่าวถึงประวัติการสร้างวัดลีในพ.ศ. 2038 และเป็นหลักฐานสำคัญชิ้นเดียวที่ทำให้ได้ความเป็นมาของวัดลี

ประวัติ “วัดลี” เป็นวัดที่เก่าแก่ที่สำคัญวักหนึ่งของเมืองพะเยามาช้านาน มีปูชณียสถานที่สำคัญและศักดิ์สิทธิ์คือ องค์พระธาตุธาตุวัดลี ซึ่งเป็นที่เคารพสักการบูชาของชาวพะเยา และประชาชนโดยทั่วไป

“วัดลี” เป็นชื่อแต่ดั้งเดิม ความหมายคำว่า “ลี” เป็นคำโบราณของไทยทางภาคเหนือ หมายถึงกาดหรือตลาดในความหมาย “วัดลี” นั้นก็คือ วัดที่อยู่ในย่านชุมชนตลาด

ประวัติของวัดลี ตามหลักฐานที่ปรากฏอยู่ในจารึก พย.27 ได้กล่าวถึง การสร้างวัดลี เมื่อปีจุลศักราช 857 หรือปีพ.ศ.2038 ตรงกับสมัยของพระเจ้ายอดเชียงราย กษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนา (เชียงใหม่) พระเจ้ายอดเชียงรายได้มีพระราชโองการให้เจ้าหมื่นหน่อ เทพครู ผู้เป็นพ่อครูหรือพระราชครูของพระเจ้ายอดเชียงราย ขณะนั้นมากินตำแหน่งเป็น “เจ้าสี่หมื่นพะเยา”ฐานะเป็นเจ้าผู้ครองเมือง ได้มาสร้างวัดลีเพื่อเป็นการถวายส่วนบุญ ส่วนกุศลแด่พระเจ้ายอดเชียงรายกษัตริย์เมืองเชียงใหม่ เจ้าสี่หมื่นพะเยาได้มากระทำพิธีฝังหินกำหนดเขตวัดและ ผูกพัทธสีมาเป็นอุโบสถไว้กับวัดลี เมื่อวันอาทิตย์ ขึ้น 8ค่ำ เดือน 9เหนือ (ประมาณปลายเดือน พ.ค. หรือต้นเดือน มิ.ย.) ปีพ.ศ. 2038 และเจ้าสี่หมื่นพะเยาได้อาราธนาพระมหาสามีญาณเทพ จากวัดมหาพรมาเป็นประธานในพิธี พร้อมกับมีพระเถระสำคัญจากวัดต่างๆในเมืองพะเยามาร่วมพิธี อาทิเช่น พระมหาสามีนนท์ จากวัดพญาร่วง พระเถระญาณสุนทร จากวัดป่าพระเถรญาณมงคล จากวัด…(หลักฐานจากจารึกชำรุด)…เป็นต้น เจ้าสี่หมื่นพะเยาได้ถวายที่นาให้ วัดหรือที่เรียกกันว่า “นาจังหัน”ซึ่งผู้ที่นำนาในจังหันจะต้องเสียภาษีให้กับวัด รายได้จากภาษีนาเป็นค่าทะนุบำรุงวัด ทั้งข้าวัดและนางจังหันเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดโดยสมบูรณ์ กษัตริย์รัชกาลที่สืบต่อมา ไม่มีสิทธิ์จะเพิงถอน พระมหาเถรปัญญาวังสะ ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสองค์แรกของวัดลี และมีลูกวัดร่วมเป็นจำพรรษาอยู่ 3รูปคือ พระเถระญาณทัสสี พระเถรสวรเทพ และพระเถรพุทธิมา

ภายหลังในสมัยของพระเจ้าเมกุฏิสุทธิวงศ์หรือท้าวแม่กุ กษัตริย์อาณาจักรล้านนา ได้เกิดสงครามระหว่างล้านนากับพม่า และพระเจ้าบุเรงนอง กษัตริย์ของพม่าสามารถยึดครองล้านนาได้สำเร็จ  ทำให้ล้านนาตกเป็นเมืองขึ้นพม่านับถือตั้งแต่พ.ศ.2101 จนถึง พ.ศ.2317 รวมระยะเวลานานถึง 216ปี สภาพการเป็นเมืองขึ้นของพม่า ทำให้เมืองล้านนาไม่มีความสงบสุข เพราะต้องอยู่ในภาวะสงครามเกือบตลอดเวลาและผู้คนล้มตายไปในสงครามเป็นจำนวนมาก เนื่องจากถูกกองทัพพม่าเกณฑ์ไปรบในสงครามระหว่างพม่ากับกรุงศรีอยุธยาหลายครั้ง และอีกส่วนหนึ่งถูกกวาดต้อนเป็นเชลยและเกณฑ์ไปเป็นทาสใช้แรงงานในพม่า ด้วยเหตุนี้เองทำให้ประชากรในล้านนาลดลงเป็นนอย่างมาก และตายหัวเมืองต่างๆ ของล้านนารวมถึงเมืองพะเยาต้องกลายเป็นเมืองร้างไปเป็นเวลายาวนาน ส่วนทางด้านศาสนาก็ขาดผู้คนมาทะนุบำรุงจึงทำให้วัดวาอารามส่วนใหญ่ถูกปล่อยให้รกร้างชำรุดทรุดโทรมต้องกลายเป็นวัดล้างไปในที่สุด

ความล่มสลายของอาณาจักรล้านนาทำให้การฟื้นฟูบ้านเมืองต้องใช้ระยะเวลายาวนานเพราะการขาดผู้นำที่เข้มแข็งและไม่มีกำลังคนมากพอจะมาพลิกฟื้นเมือง จนกระทั้งปี พ.ศ. 2317 ในสมัยกรุงธนบุรี พระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงได้ยกกองทัพพม่าออกจากล้านนาได้เป็นผลสำเร็จ ทำให้ล้านนาได้ รับปลดปล่อยเป็นอิสรภาพ หลังจากนั้นล้านนาจึงเริ่มเข้าสู่ยุคการฟื้นฟูเมืองภายใต้นโยบาย “เก็บผักใส่ซ้าเก็บข้าเข้าเมือง” สำหรับเมืองพะเยากว่าจะได้รับการฟื้นฟูตั้งเมืองขึ้นมาอีกครั้งก็เข้ายุคกรุงรัตนโกสินทร์แล้ว คือ เมื่อปี พ.ศ. 2386 ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ราชาลที่ 3 ส่วน วัดลี แม้จะไม่ปรากฎประวัติหลักฐานแน่ชัดในช่วงสมัยพม่ายึดครองล้านนา แต่เข้าใจว่าไม่แตกต่างไปจากวัดอื่นๆ ในเมืองพะเยาสมัยนั้น คือถูกปล่อยให้รกร้าง ดังจะเห็นได้จากหลักฐานเอกสารในหนังสือราชการของกระทรวงมหาดไทยที่ 33/142 ลงวันที่ 5เมษายน 2447 ซึ่งสมเด็จเจ้าฟ้าพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ทรงนำความกราบทูลเพื่อขอพระราชกระแสอนุญาต จากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาล ที่ 5 เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ย้ายเมืองพะเยาไปอยู่ ที่บ้านแม่ต่ำ ในหนังสือได้บรรยายสภาพของเมืองพะเยาสมัยนั้นว่า ในเขตเวียงมีสภาพแห้งแล้งกันดารน้ำราษฎรทำมาหากินลำบาก และราษฎรที่ทนลำบากไม่ได้ก็อพยพไปอยู่ที่อื่นกันหมด บ้านราษฎรเหลืออยู่ประมาณ 260 หลังคาเรือน และแทบจะไม่ค่อยมีผู้คนอาศัย จะเหลือเพียงแต่ที่ทำการของราชกาลเท่านั้น ผู้คนส่วนใหญ่อพยพไปอยู่บ้านแม่ต๋ำเนื่องจากอยู่ใกล้แม่น้ำอิงและมีผู้คนอยู่หนาแน่น และในส่วนของวัดวาอารามส่วนใหญ่อยู่สภาพเป็นวัดร้าง จะมีวัดที่เหลืออยู่ไม่กี่แห่ง แต่ละวัดก็มีพระจำพรรษาอยู่เพียง2-3รูปเท่านั้น

วัดลี ซึ่งได้ผ่านการเป็นวัดร้างมาหลายร้อยปีเพิ่งมาได้รับการบูรณะปฎิสังขรณ์ครั้งใหญ่ และยกฐานะขึ้นเป็นมาเป็นวัดอีกครั้ง ในช่วงปี พ.ศ. 2463 -2478 โดยมีพระครูบาศรีวิชัย นักบุญล้านนา เจ้าอาวาสวัดบ้านป๋าง จังหวัดลำพูน มาเป็นผู้นำในการบูรณะปฎิสังขรณ์ เมื่อการบูรณะปฏิสังขรณ์แล้วเสร็จ จึงได้ไปนิมนต์ครูบาแก้วมูลญาณวุฑฺฒิ ซึ่งเป็นพระลูกศิษย์ของครูบาศรีวิชัย ขณะนั้นจำพรรษาอยู่ที่วัดพระเจ้าตนหลวงให้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดลี ต่อมาจนกระทั้งปีพ.ศ. 2510 ท่านจึงมรณภาพ และได้มีการแต่งตั้งพระศรีทอนซึ่งเป็นพระลูกวัดขึ้นรักษาแทนเจ้าอาวาส ภายหลัง ภายหลังปีพ.ศ. 2512 เจ้าอาวาสรักษาการได้ลาสิกขา คณะกรรมการวัดและศรัทธาวัดจึงได้ไปนิมนต์พระบุญชื่น ฐิตธมฺโม จากวัดแม่ต๋ำเมืองชุม จังหวัดพะเยาให้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดลี สืบต่อจวบจนปัจจุบัน

โปรแกรมเสียงระฆังดาวน์โหลดโปรแกรม
Mindful Clock
ver.3.1.1.3

By David Steigerwald

ใส่ความเห็น