ประวัติวัดลี

“วัดลี” เป็นชื่อแต่ดั้งเดิม ความหมายคำว่า “ลี” เป็นคำโบราณของไทยทางภาคเหนือ หมายถึงกาดหรือตลาดในความหมาย “วัดลี” นั้นก็คือ วัดที่อยู่ในย่านชุมชนตลาด

ตามหลักฐานที่ปรากฏอยู่ในจารึก พย.27 ได้กล่าวถึง การสร้างวัดลี เมื่อปีจุลศักราช 857 หรือปีพ.ศ.2038 ตรงกับสมัยของพระเจ้ายอดเชียงราย กษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนา (เชียงใหม่) พระเจ้ายอดเชียงรายได้มีพระราชโองการให้เจ้าหมื่นหน่อ เทพครู ผู้เป็นพ่อครูหรือพระราชครูของพระเจ้ายอดเชียงราย ขณะนั้นมากินตำแหน่งเป็น “เจ้าสี่หมื่นพะเยา”ฐานะเป็นเจ้าผู้ครองเมือง ได้มาสร้างวัดลีเพื่อเป็นการถวายส่วนบุญ ส่วนกุศลแด่พระเจ้ายอดเชียงรายกษัตริย์เมืองเชียงใหม่ เจ้าสี่หมื่นพะเยาได้มากระทำพิธีฝังหินกำหนดเขตวัดและ ผูกพัทธสีมาเป็นอุโบสถไว้กับวัดลี เมื่อวันอาทิตย์ ขึ้น 8ค่ำ เดือน 9เหนือ (ประมาณปลายเดือน พ.ค. หรือต้นเดือน มิ.ย.) ปีพ.ศ. 2038 และเจ้าสี่หมื่นพะเยาได้อาราธนาพระมหาสามีญาณเทพ จากวัดมหาพรมาเป็นประธานในพิธี พร้อมกับมีพระเถระสำคัญจากวัดต่างๆในเมืองพะเยามาร่วมพิธี อาทิเช่น พระมหาสามีนนท์ จากวัดพญาร่วง พระเถระญาณสุนทร จากวัดป่าพระเถรญาณมงคล จากวัด…(หลักฐานจากจารึกชำรุด)…เป็นต้น เจ้าสี่หมื่นพะเยาได้ถวายที่นาให้ วัดหรือที่เรียกกันว่า “นาจังหัน”ซึ่งผู้ที่นำนาในจังหันจะต้องเสียภาษีให้กับวัด รายได้จากภาษีนาเป็นค่าทะนุบำรุงวัด ทั้งข้าวัดและนางจังหันเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดโดยสมบูรณ์ กษัตริย์รัชกาลที่สืบต่อมา ไม่มีสิทธิ์จะเพิงถอน พระมหาเถรปัญญาวังสะ ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสองค์แรกของวัดลี และมีลูกวัดร่วมเป็นจำพรรษาอยู่ 3รูปคือ พระเถระญาณทัสสี พระเถรสวรเทพ และพระเถรพุทธิมา

พิพิธภัณฑ์เวียงพยาว (วัดลี)

โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ จำนวนหลายพันชิ้นที่นำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์เวียงพยาว (วัดลี) ซึ่งได้กลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นและของชาติเป็นแหล่งเรียนรู้ ตลอดชีวิตของเยาวชน ประชาชนทั่วไปได้ศึกษาประวัติศาสตร์และโบราณคณีของเมืองพะเยาในอดีต ได้เป็นผลสำเร็จเพราะว่า ท่านพระครูอนุรักษ์บุรานันท์เจ้าอาวาสวัดลี เจ้าคณะอำเภอเมืองพะเยาเก็บสะสมอนุรักษ์โบราณวัตถุจำนวนมาก มาเป็นเวลา 50 ปี และได้เริ่มโครงการก่อตั้งะพิพพิธภัณฑ์

โดยเริ่มตั้งแต่ขณะนั้น พิพิธฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่ ร่วมกับหอจดหมายแหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯพะเยา สำรวจและขึ้นทะเบียนโบราณวัตถุ ของวัดลีบางส่วน พร้อมกับพระครูอนุรักษ์บุรานันท์ ได้จัดทำโครงการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์เวียงพยาว(วัดลี) โดยของบประมาณการก่อสร้างอาคารจากกราศิลปกร,สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล,กรมการศาสนา,สมาชิกผู้แทนราษฎร จังหวัดพะเยาในปี 2547

เมื่อเดือน ธันวาคม 2549 ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา (ธนเษก อัศวานุวัตร)ได้เห็นคุณค่าและความสำคัญของโครงการ มอบให้สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพะเยาเป็นผู้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และได้ตั้งคณะทำงาน โครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์เวียงพยาว(วัดลี) โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา (นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต)เป็นประธานคณะทำงาน

พิพิธภัณฑ์เวียงพยาว (วัดลี)

พระพุทธรูปหินทรายศิลปะสกุลช่างพะเยา

พระพุทธรูปหินทรายองค์ใหญ่ ประดิษฐานอยู่ทางทิศเหนือขององค์พระธาตุเจดีย์องค์ใหญ่ มีความสูง ๒.๓๐ เมตร หน้าตักกว้าง ๑.๙๐ เมตร ซึ่งถือว่าเป็นพระพุทธรูปหินทรายองค์ใหญ่ที่สุดในวัดลี และมีความเก่าแก่ อยู่คู่กับวัดลีมาช้านาน มีลักษณ์เด่น คือ เป็นศิลปะสกุลช่างพะเยาที่มีความสวยงาม มีพระพักตร์ที่อิ่มเอิบ มีลายผ้าจีวรผาดบริเวณหน้าตักซ้าย พระเศียรเป็นลายตาราง ซึ่งเป็นศิลปะสกุลช่างพะเยาที่หาชมได้ยาก พระเมาลีเป็นเปลวรัศมีที่กว้างใหญ่ นั่งบนฐานราบ หรือฐานเขียง ปางมารวิชัย

พระวิหารหลวงวัดลี

พระวิหาร วัดลี พระวิหารหลวง วัดลี ก่อน พ.ศ. ๒๔๖๕ ก่อนช่วงครูบาแก้ว คันธวังโส จะเข้ามาสร้างใหม่ สภาพเป็นเพียงเศษกองอิฐ เป็นลักษณะของพระวิหารที่ร้างผุพังทลาย เหลือแต่ฐานราบของพระวิหารที่ปูด้วยอิฐเรียงกัน ด้านทิศตะวันตกมีฐานพระและพระพุทธรูปหินทรายประดิษฐานอยู่เพียง ๑ องค์เท่านั้น ที่เห็นนั้นเป็นเพียงซากวิหารเก่า แต่ยังมีวิหารที่สร้างแบบเรียบง่ายอยู่ทางทิศเหนือของซากพระวิหารเก่า ไปทางด้านทิศตะวันตก อยู่ติดกับพระธาตุเจดีย์องค์ใหญ่ อีก ๑ หลัง ซึ่งมีสภาพในตอนนั้นเป็นพระวิหารที่สร้างขึ้นชั่วคราว มีลักษณะเป็นศาลามุงด้วยหญ้าคา ภายในมีพระพุทธรูปหินทรายองค์ใหญ่ ประดิษฐานบนบัลลังก์แก้ว ก่อด้วยอิฐ (ในช่วงของครูบาแก้วมูล ญาณวุฑฺฒิ ได้สร้างพระเจดีย์องค์เล็กครอบเอาไว้ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๐) เสาวิหารทำด้วยไม้ ตัวอาคารเปิดโล่ง ไม่มีกำแพง ฝาผนัง ด้านล่างเป็นพื้นก่อด้วยอิฐเรียงกัน มีแผ่นหิน วางกระจาดกระจาย มีต้นไม้ขึ้นรกมากรอบพระวิหาร

เมี่อครูบาแก้ว คันธวังโส ได้ย้ายเข้ามาจำพรรษาอยู่ที่วัดลีและเป็นผู้ริเริ่มบูรณะวัดลี ท่านได้ทำการบูรณะองค์พระธาตุเจดีย์ก่อน เพราะเกรงว่าจะพังลงมามากกว่านี้ ในการก่อสร้างบูรณะพระธาตุนั้น ท่านครูบาแก้ว คันธวังโส เห็นว่าครั้นจะสร้างจะต้องใช้เงินจำนวนมาก ต้องเตรียมอิฐ ปูน ให้พร้อมก็จะใช้เวลานาน ประจวบกับท่านครูบาศรีวิชัยได้เดินทางมาสร้างวิหารวัดพระเจ้าตนหลวง ท่านจึงได้ปรึกษากับคณะศรัทธา เพื่อไปขอท่านครูบาศรีวิชัยมาเป็นประธานในการสร้าง ท่านครูบาศรีวิชัยจึงให้ครูบาแก้ว คันธวังโสเป็นผู้จัดการ โดยได้มอบเงินมาจำนวนหนึ่ง และช่างมาช่วยสร้าง การก่อสร้างดำเนินไปประมาณ ๑ ปีเศษ รวมทั้งการหาอิฐ การปั้นอิฐดินกี่ เสร็จสิ้นเป็นองค์พระธาตุ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๖ จึงได้ฉลอมสมโภช จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๔๘๐ หลังจากที่ได้สร้างพระธาตุเจดีย์เรียบร้อยแล้ว ท่านจึงปรึกษากับคณะศรัทธาเรื่องการสร้างพระวิหารต่อ เพราะวิหารเดิมเริ่มผุพัง ไม่มั่นคง และมีขนาดเล็ก และอีกอย่างหนึ่งพระวิหารตั้งอยู่ติดกับพระธาตุจนเกินไป จึงได้ปรึกษาที่จะสร้างใหม่ และย้ายลงมาที่ซากวิหารเก่า ส่วนพระวิหารหลังนั้นก็ให้รื้อถอนออกเสีย และใช้โบสถ์ที่อยู่ข้างทิศเหนือแทนไปก่อน เมื่อตกลงกันแล้วครูบาแก้ว คันธวังโสจึงได้แบ่งหน้าที่ เตรียมอิฐดินกี่ ปูน ให้พร้อม ซึ่งใช้เวลาหลายเดือน จนได้เวลาจึงเริ่มทำการหล่อเสาพระวิหารขึ้น ในช่วงกำลังพากันหล่อเสาพระวิหารนั้น ท่านครูบาแก้ว คันธวังโส ก็ได้ทราบข่าวจะจังหวัดลำพูน ว่า ท่านครูบาศรีวิชัยป่วยหนัก จึงพาพระ เณร และคณะศรัทธาไปเยี่ยมท่านครูบาศรีวิชัยที่จังหวัดลำพูน การก่อสร้างจึงหยุดชะงัก จนท่านครูบาศรีวิชัยมรณภาพ ในปี ๒๔๘๑ ครูบาแก้ว คันธวังโสจึงได้กลับมาสร้างพระวิหารจนแล้วเสร็จ ในปี พ.ศ. ๒๔๘๑ และได้รื้อโบสถ์เก่าที่อยู่ทางทิศเหนือออก (ลักษณะของพระวิหารในสมัยของครูบาแก้ว คันธวังโส โครงสร้างก่อด้วยไม้ มีเสาทำด้วยการหล่อปูน หลังคามุงด้วยไม้แผ่นเรียงเป็นเกร็ด หลังคาชั้นเดียว) และในปี พ.ศ. ๒๔๘๑ นั้นครูบาแก้ว คันธวังโส ก็ได้สร้างพระอุโบสถใหม่ขึ้นอีกหลังหนึ่ง ก่อนที่ท่านจะย้ายไปจำพรรษาอยู่ที่วัดพระเจ้าตนหลวง ในปี พ.ศ. ๒๔๘๔ และให้ครูบาแก้วมูล ญาณวุฑฺฒิ มาเป็นเจ้าอาวาสแทน

เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๔ ช่วงครูบาแก้วมูล ญาณวุฑฺฒิ ในพระวิหารมีพระพุทธรูปหินทรายขนาดกลางอยู่ จำนวน ๒ – ๓ องค์ และฐานบัลลังก์แก้วก็ต่ำไม่สวยงาม ครูบาแก้วมูล ญาณวุฑฺฒิ จึงได้ทำการสร้างใหม่ โดยสร้างฐานบัลลังก์แก้วให้มีขนาดใหญ่กว่าเดิม และทำการปั้นพระพุทธรูปในพระวิหารเสียใหม่ ครูบาแก้วมูล ญาณวุฑฺฒิได้พาช่างจากเมืองพาน ชื่อหนานแขก หรือ สล่าแขก มาสร้าง ได้สร้างฐานบัลลังก์แก้ว และพระพุทธรูปปูนปั้น ๓ องค์ องค์กลางองค์ประธานได้สร้างให้มีขนานใหญ่กว่าอีก ๒ องค์ที่อยู่ข้าง ๆ พระพุทธรูปทั้ง ๓ องค์ ได้ทาสีขาวทั้ง ๓ องค์ และมีเจ้าภาพได้มาทำการติดทอง คือ เจ้พงษ์ เป็นเจ้าภาพทาสีทองพระพุทธรูปองค์ซ้ายมือ แม่ปั้น สินพูนทรัพย์ ได้เป็นเจ้าภาพทาสีทองพระพุทธรูปองค์ขวามือ ทั้งสองได้เป็นเจ้าศรัทธาในการสร้างและทาสี ตลอดจนพระประธานองค์ใหญ่ก็ได้ทาสีขาวแทน ส่วนรูปภาพหลังพระพุทธรูปในวิหาร ครูบาแก้วมูล ญาณวุฑฺฒิได้ช่างจากวัดพระเจ้าตนหลวง แต่ไม่มีข้อมูลว่าชื่ออะไร มาทำการเขียน ซึ่งเป็นภาพพระพุทธเจ้าชนะมาร เป็นภาพที่ทำการเขียนขึ้นหลังจากสร้างพระพุทธรูปในพระวิหารเสร็จแล้ว หลังจากนั้นก็มีได้เปลี่ยนหลังคาพระวิหาร ซึ่งมีการเปลี่ยนปรับปรุงซ่อมแซมถึงสองครั้ง คือ ครั้งแรกเปลี่ยนจากหลังคาจากไม้ เป็นกระเบื้องสีขาว และครั้งที่สอง เปลี่ยนจากกระเบื้องสีขาวเป็นกระเบื้องสีแดง ต่อจากนั้นพระวิหารหลวงก็ได้เสร็จสมบูรณ์และได้ใช้มาจนถึงปัจจุบันนี้

พระสีชมพู

ศิลปะสกุลช่างพะเยา ปางสมาธินั่งบนฐานราบ อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 21-22 ขนาดหน้าตักกว้าง 42 เซนติเมตร สูง 58 เซนติเมตร ขุดพบได้ในตัวเวียงเก่า (เวียงรูปน้ำเต้า) ใกล้กับบริเวณโรงฆ่าสัตว์เก่าของเทศบาลเมืองพะเยา หรือศูนย์กองช่างเทศบาลเมืองพะเยาปัจจุบัน ห่างจากวัดลีประมาณ 500 เมตร เป็นสถานที่เดียวกันกับที่พบศิลาจารึกวัดกลาง ระบุปีศักราช พ.ศ.2038

ตามประวัติ พระพุทธรูปหินทราย (สีชมพู) ได้ขุดค้นพบในวัดร้าง ชื่อวัดกลาง ในปี พ.ศ. 2520 นำโดยท่านพระครูอนุรักษ์บุรานันท์เจ้าอาวาสวัดลี พร้อมกับลูกศิษย์ และชาวบ้านจำนวนหนึ่งได้พากันออกสำรวจแหล่งโบราณวัถตุตามเขตตัวเมืองเก่า และได้มาพบซากวัดร้างวัดหนึ่ง ภายในวัดพบพระพุทธรูปหินทรายองค์เล็กจำนวนมาก ส่วนมากจะแตกหักเสียหาย เมื่อทำการสำรวจบริเวณรอบๆ ก็พบพระพุทธรูปฝังอยู่ใต้ดินองค์หนึ่ง จึงพากันขุดขึ้นมา และหลักศิลาจารึกอีกหนึ่งชิ้น จึงนำมาเก็บรักษาไว้ที่วัดลี จากการสังเกตพบว่า เป็นพระพุทธรูปบางสมาธิ พระเกศาเป็นแบบหนามขนุนมนไม่มีโมลี นั่งขัดสมาธิยกเข่าขึ้นเล็กน้อยบนฐานราบ ปลายพระสังฆาฏิตัดตรง เนื้อหินทรายสีปูนขาวธรรมดา มีสีทองติดอยู่ประปราย เมื่อเวลาผ่านไปกลับมีสีชมพูขึ้นมา หลวงพ่อพระครูอนุรักษ์บุรานันท์ (ครูบาชื่น) รองเจ้าคณะจังหวัดพะเยา เจ้าอาวาสวัดลี ต.เวียง อ.เมือง จ.พะเยา ได้เก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์เวียงพยาว พระพุทธรูปหินทรายสีชมพูองค์นี้ มีรูปลักษณะสวยงามเนื้อละเอียดและเย็นเมื่อสัมผัส เมื่อดูแสงจะออกเป็นสีชมพู

พระยิ้ม

เป็นพระพุทธรูปหินทรายปางมารวิชัย ศิลปะสกุลช่างพะเยาอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 21-22 ขนาดหน้าตักกว้าง 46 เซนติเมตร สูง 62 เซนติเมตร มีพระเกสาเป็นแบบหนามขนุน พระโมลีเป็นเปลวเพลิง ประทับนั่งบนฐานราบ เดิมประดิษฐานอยู่ข้างพระธาตุวัดลี ตรงบริเวณด้านทิศตะวันออก เคยมีประวัติว่ามีโจรมาขโมยเอาองค์พระท่านไป แต่ไม่สามารถนำไปได้ไกลเพราะมีน้ำหนักมาก และเกิดความกลัวจึงนำไปวางไว้ บริเวณหน้าสำนักปฏิบัติธรรมดรุณีวิเวกาศรม ซึ่งในตอนนั้นยังเป็นป่ารกร้าง บริเวณใต้ต้นไม่ใหญ่ ชาวบ้านเดินทางมาหาของป่ามาพบเข้า จึงนิมนต์ท่านพระครูอนุรักษ์บุรานันท์เจ้าอาวาสวัดลีไปดูและอัญเชิญมาประดิฐานไว้ที่เดิมรอบพระธาตุวัดลี ก่อนจะนำมาเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์เวียงพยาววัดลี จากการสังเกตพบว่าเป็นพระพุทธรูปหินทรายแกะสลักปางมารวิชัย ศิลปะล้านนาสกุลช่างพะเยา มีลักษณะสวยงาม

ใบหน้าและปากจะมีลักษณะรูปร่างสวยงามใบหน้าและปากจะมีลักษณะยิ้มอย่างสงบ จมูกโด่ง คิ้วตา ได้รูปแบบสง่างาม และที่สำคัญพบว่าดวงตาที่เป็นมีสีดำมักจะเหลียวมองตามผู้คนที่มาดูชมหลังจากเดินจากไป เมื่อลองพิสูจน์ ก็พบว่า มองตามตัวเราจริงเมื่อเดินจากไปด้านทิศขวามือขององค์พระท่าน นอกจากนั้นเมื่อเดินข้างๆ ก็สังเกตเห็นพระโอษฐ์ (ปาก) ของท่านจะค่อยๆ เปิดออกสร้างความแปลกใจ จนผู้คนที่มาดูเที่ยวชมในพิพิธภัณฑ์ ต่างงงไปตามๆกัน พระครูอนุรักษ์บุรานันท์ (ครูบาชื่น) รองเจ้าคณะจังหวัดพะเยาเจ้าอาวาสวัดลี กล่าวว่า พระพุทธรูปองค์นี้ได้เก็บรักษาไว้ที่วัดมาหลายร้อยปีแล้วจนกระทั้งปี พ.ศ.2550 ทางวัดกับนาย ธนเษก อัศวานุวัตร อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยาและหน่วยงานหอจดหมายเหตุ,สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด,ลูกศิษย์ลูกหา,คณะศัทธาชุมชนในเมืองพะเยาและชุมชนวัดลี,ศรีจอมเรือง,เมืองชุม ตลอดจนญาติโยมได้ร่วมแรงร่วมใจ ช่วยกันสร้สงพิพิธภัณฑ์เวียงพยาว ขึ้นมา ภายในวัดลี เพื่อรวบรวมเก็บเอาวัตถุ ศิลปะ วัตถุโบราณที่มีจำนวนมากมายที่ได้รวบรวมเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์เพื่อให้ นักเรียน นิสิต นักศึกษาตลอดจนผู้คนทั่วไปทั้งในและต่างจังหวัดมาเที่ยวดูชมกันจนถึงปัจจุบันโดยไม่มีการเก็บค่าดูชมแต่อย่างใด

หมายเลขโทรศัพท์

090-328-9741

อีเมลล์สอบถามรายละเอียดได้ที่

pridsadi.tadeesom@outlook.com

ที่อยู่ของพิพิธภัณฑ์

วัดลี เลขที่ 51 ต.เวียง อ.เมือง จ.พะเยา 56000