ครูบาแก้วมูล ญาณวุฑฺฒิ

เจ้าอาวาสวัดลี อำเภอพะเยา จังหวัดเชียงราย
(คัดลอกมาจาก หนังสือ คติธรรมและประวัติ ครูบาแก้วมูล ญาณวุฑฒิ ๒๔ มีนาคม ๒๕๑๑)


ประวัติท่านครูบาแก้วมูล ญาณวุฑฺฒิ เจ้าอาวาส วัดลี อ.พะเยา จ.เชียงราย

ท่านครูบาแก้วมูล (ต๊ะก่า) ญาณวุฑฺฒิ เป็นบุตรคนที่ ๗ ของเจ้าพ่อหนานศรีหมุด เจ้าแม่หน้อย ได้ถือกำเนิดวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๒ ตรงกับวันจันทร์ แรม ๓ ค่ำ เดือน ๑๒ (เดือนยี่ เหนือ) ปีกุล ณ บ้านทุ่งกะทิง หมู่ที่ ๑๐ ต.บ้านเป้า อ.เมือง จ.ลำปาง

มรณภาพ เมื่อวันที่ ๑๑ เมษายน พ.ศ.๒๕๑๐ เวลา ๐๔.๒๕ น. ณ วัดลี อ.พะเยา จ.เชียงราย สิริรวมอายุได้ ๖๘ ปี
ท่านครูบาแก้วมูล ญาณวุฑฺฒิ มีพี่น้องร่วมกัน ๙ คน คือ

๑. เด็กชายขอด ถึงแก่กรรมแต่ยังเยาว์
๒. แม่เฒ่าปิก ถึงแก่กรรม
๓. นายน้อยหลวง ถึงแก่กรรม
๔. น.ส.บัวผัน (หลี) ถึงแก่กรรม
๕. นายหนานศรีโม๊ะ ถึงแก่กรรม
๖. นายน้อยซาว ถึงแก่กรรม
๗. ท่านครูบาแก้วมูล ถึงแก่มรณภาพ เมื่อ ๑๑ เมษายน พ.ศ.๒๕๑๐
๘. นายน้อยบุญโยง ถึงแก่กรรม
๙. พระภิกษุบุญศรี ถึงแก่มรณภาพ

เมื่อยังเยาว์ท่านเป็นที่โปรดปราณของคุณพ่อคุณแม่มาก จึงไม่มีโอกาสได้บวชเรียนเหมือนพี่น้องด้วยกัน ประกอบกับว่า ท่านเป็นเด็กที่มีนิสัยดี ว่านอนสอนง่ายเชื่อฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่ ประพฤติตนอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ จึงเป็นที่ชอบพอรักใคร่ของญาติและคนทั่วไป เมื่อคุณพ่อคุณแม่สิ้นบุญไปแล้วเห็นจะเป็นเพราะความว้าเหว่ใจประกอบกับในขณะ นั้น ท่านครูบาศรีวิชัย ได้รับนิมนต์ให้มานั่งหมักเพื่อปฏิสังขรณ์ วิหารวัดพระแก้วดอนเต้า ต.เวียงเหนือ และ วัดพระบาท ต.พระบาท อ.เมือง จ.ลำปาง รู้สึกว่าท่านเกิดปสาทะศรัทธาในท่านครูบาศรีวิชัย อย่างเหลือเกิน อุส่าห์ไปเฝ้าปฏิบัติวัตรฐากท่านครูบาฯ โดยตลอด จนกระทั่งอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ทางการได้มีหมายเรียกเพื่อเข้าไปคัดเลือกเป็นทหาร ช่างเป็นเวรกรรมเสียจริง ๆ บังเอิญท่านคัดเลือกได้ ทว่าไม่ได้เป็นทหารตามที่คาดหมายไว้หรอก หากแต่ว่าได้เป็นตำรวจเสียนี่ ถ้าจะพูดกันถึงอุปนิสัยของท่านแล้ว ท่านชอบที่จะครองสบง ทรงจีวรเสียมากกว่าที่จะไปสวมเครื่องแบบ มือถือบาตร ถือพัด เสียมากกว่าที่จะไปจับด้าม อาวุธ ฝึกฝนอบรมจิตคนให้เป็นไปในเมตตากรุราเสียมากกว่า ที่จะไปฝึกปรืออาวุธเพื่อที่จะประหัตประหารผู้อื่น ถึงกระนั้นก็ตามท่านก็ยังอุส่าห์ฝึกหัดการใช้อาวุธท่าต่าง ๆ ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา หาได้ขาดไม่ ชะรอยจะเป็นเพราะบุญกรรมที่ได้สะสมไว้แต่เบื้อง บุรพชาติคอยกระตุ้นเตือน เพื่อจะหาโอกาสสนองก็เป็นได้ ในขณะที่กำลังฝึกแถวอยู่นั้น ทำให้ท่านคิดถึงบ้านอย่างเหลือเกิน ครั้นเลิกแถวแล้ว ท่านก็ได้ขอลาผู้บังคับบัญชาเพื่อกลับไปเยี่ยมบ้าน ทางผู้บังคับบัญชาก็อนุญาตให้แต่โดยดี เมื่อท่านมาถึงบ้าน ก็ได้ยินพวกญาติพูดกันว่าขณะนี้ท่านครูบา ศรีวิชัย มาพักอยู่ที่วัดศรีบุญเรือง (อ.เมือง จ.ลำปาง) จะออกเดินทางไปยังวัดบ้านปาง ลำพูน พรุ่งนี้แล้ว พอได้ยินเท่านั้นก็ดีใจ กระวีกระวาดจัดหาจังหันเพื่อจะไปใส่บาตรท่านครูบาศรีวิชัย พอรุ่งขึ้น พร้อมด้วยญาติก็ได้ไปใส่บาตรท่านครูบาศรีวิชัย ที่วัดศรีบุญเรือง หลังจากได้กราบ-บูชาพระรัตนตรัยแล้ว ก็พากันเข้าไปกราบท่านครูบาศรีวิชัย พอท่านครูบาศรีวิชัยเห็นเข้าเท่านั้น ก็เรียกให้เข้าไปหาแล้วบอกให้นวด จนกระทั่งได้เวลาออกบิณฑบาต ฉันและกระทำอนุโมทนากิจเสร็จแล้ว ญาติโยมก็พากันทยอยกลับ ท่านอยากจะกลับเหมือนกัน แต่ท่านครูบาศรีวิชัยได้พูดไว้ว่า อย่าเพิ่งกลับเลยน่า เอาขันข้าว (สลุง) ฝากเขาไปเสียก่อนก็ได้ด้วยความเคารพประกอบกับความเกรงใจ ท่านจึงได้ทำตามอย่างว่าง่าย พอตอนบ่ายท่านครูบาศรีวิชัยจะเดินทางไปพักที่วัดทุ่งกู่ด้าย (ต.ปงแสนทอง อ.เมือง ลำปาง) ได้ออกปากชวน ท่านก็ได้ติดตามไปจนถึงวัดกู่ด้าย จากนั้นท่านครุบาศรีวิชัยได้เดินทางต่อไปยัง ต.แม่สันเมืองยาว (อ.ห้างฉัตร ลำปาง) ท่านก็ได้ติดตามท่านครูบาต่อไปอีก จนกระทั่งถึงวัดบ้านปาง อ.ลี้ ลำพูน ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่นั่น โดยท่านครูบาศรีวิชัยเป็นพระอุปัชฌายะ

เห็นจะเป็นเพราะคำว่าบุญคำเดียวเท่านั้น คืออาจจะถือว่าท่านได้ปฏิบัติ ตนบุญอย่างใกล้ชิดจะได้บุญมากนั่นเอง หรือจะเป็นเพราะบุญที่ตนได้สั่งสมมาแต่อดีตชาติติดตามมาเกื้อหนุน ก็เหลือที่จะเดาได้จึงทำให้ท่านลืมบ้านช่อง ลืมญาติพี่น้อง ลืมจนกระทั่งตัวท่านเอง ซึ่งกำลังรับราชการตำรวจอยู่ก็มิได้คำนึงถึง แต่เมื่อทางการตำรวจได้ทราบว่า ท่านได้ไปบวชอยู่ในลำปาง กับท่านครูบาศรีวิชัยเสียแล้ว ก็มิได้ติดตามเอาเรื่องแต่ประการใด

ท่านบวชเป็นสามเณรจำพรรษาที่วัดบ้านปาง ๒ พรรษา จากนั้นก็ได้ติดตามท่านครูบาศรีวิชัยไปบูรณปฏิสังขรณ์พระอุโบสถวัดพระสิงห์ เชียงใหม่ จำพรรษาอยู่ที่นั่นเมื่อสร้างพระอุโบสถเสร็จแล้ว ก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยท่านครูบาศรีวิชัยเป็นพระอุปัชฌายะในนามฉายาว่า ญาณวุฑฺฒิ จากนั้นท่านก็ได้ติดตามท่านครูบาศรีวิชัยไปบูรณปฏิสังขรณ์ตามที่ต่าง ๆ จนกระทั่งถึงปี พ.ศ.๒๔๘๑ ท่านครูบาศรีวิชัยก็ได้ถึงแก่มรณภาพ ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๘๔ ท่านก็ได้ไปจำพรรษาที่วัดพระเจ้าองค์หลวง อ.พะเยา จ.เชียงราย โดยการชักชวนของท่านครูบาแก้วคันธวังโส ผู้ซึ่งเป็นศิษย์ที่ใกล้ชิดองค์หนึ่งของท่านครูบาศรีวิชัย จากนั้นท่านก็ได้รับนิมนต์ให้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดลี ได้เป็นหัวหน้าชักชวนญาติโยมบูรณปฏิสังขรณ์ ต่อจากที่ท่านครูบาแก้วได้เริ่มไว้จนสำเร็จต่อจากนั่น ท่านก็ได้ริเริ่มก่อสร้างกุฏิ กำแพง เจดีย์องค์เล็ก ตลอดจนการติดตั้งไฟฟ้าต่อท่อน้ำประปา จนสำเร็จเรียบร้อย ในด้านสาธารณะอื่น ๆ ก็มีการตัดถนนและเป็นหัวหน้าในการจัดสร้างอาคารเรียนโรงเรียนประชาบาล เป็นต้น ตลอดเวลาที่ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดลีนี้ ท่านก็ได้บูรณปฏิสังขรณ์ วัดวาอารามตลอดถึงสาธารณประโยชน์จนถึงวารสุดท้ายของชีวิต ก็นับว่าท่านเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการพัฒนาอำเภอพะเยาด้วยท่านหนึ่ง