ครูบาแก้ว คันธวังโส

ประวัติครูบาแก้ว คันธวังโส (พ.ศ. ๒๔๖๕ – พ.ศ. ๒๔๘๔)

เดิมชื่อ เขื่อนแก้ว วรรณพีระ เกิดเมื่อจุลศักราช ๑๒๖๓ ปี ล้วงเป้า เดือน ๘ เหนือ แรม ๑๓ ค่ำเม็งวันพุธ ไทยกาบสง้า ยามแตรใกล้เที่ยงตรงกับวันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๔๔ เป็นบุตรนายยอด นาง แผ่น วรรณพีระ เกิดที่บ้านห้วยกาน ตำบลบ้านโฮ่ง อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน มีพี่น้องรวมกัน ๕ คน คือ

๑. ครูบาแก้วคันธวังโส (วรรณพีระ)
๒. นายคำ วรรณพีระ
๓. นางดา วรรณพีระ
๔. นางนำ วรรณพีระ
๕. นางแสง วรรณพีระ

การศึกษา, บรรพชา, อุปสมบท

เด็กชายเขื่อนแก้ว วรรณพีระ เมื่อยามเยาว์บิดามารดานำไปฝากเรียนหนังสือกับสามเณรทูล แสงแปง ซึ่งเป็นครูสอนหนังสือพื้นเมือง เมื่อสามเณรทูลลาสิกขาไปแล้วก็ไปอยู่กับพระยศ อภิชโย เป็นอาจารย์สอน เมื่ออายุได้ ๑๑ ปี เข้าบรรพชาที่วัดห้วยกาน แล้วส่งไปเรียนหนังสือภาษาไทยต่อที่สำนักวัดป่าพูล พอมีความรู้อ่านออกเขียนได้ อายุได้ ๑๘ ปี จึงย้ายไปเรียนที่วัดสะดือเมือง จังหวัดลำพูน มีความรู้สอบไล่ได้ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ และท่านมีความรู้ทางภาษาไทยได้ดี อยู่มาจนอายุครบ ๒๐ ปี บริบูรณ์จึงอุปสมบท

อุปสมบท เมื่อวันพฤหัสบดี เดือน ๘ เหนือ ขึ้น ๑๒ ค่ำ ปีกดสัน จุลศักราช ๑๒๘๒ ตรงกับวันที่ ๒๙ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๓ เวลา ๐๖.๒๕ น. ประชุมสงฆ์ ๑๔ รูป ณ พัทธสีมาวัดป๋อย ตำบลบ้านโฮ่ง อำเภอบ้างโฮ่ง จังหวัดลำพูน ครูบาศีลาภรณ์ เป็นผู้ให้ศีล ครูบาคำแสน สุมโน เป็นเจ้าอธิการหัวหมวดโบสถ เป็นอุปัชฌาย์ ครูบาไชยา เป็นพระกรรมวาจา ครูบาแก้ว วัดบ้านล้อง เป๋นพระอนุสาวนาจารย์ อุปสมบท ณ โบสถร้างป่าป๋วย

ท่านอุปสมบทแล้ว จำพรรษาอยู่วัดห้วยกาน ๒ พรรษา อาศัยท่านเป็นผู้มีความรู้ภาษาไทย มีสติปัญญาฉลาดจึงเป็นที่รู้จักของผู้หลักผู้ใหญ่ ในสมัยนั้นเป็นอย่างดี ครั้นหนึ่งพ่อขุนโฮ่งและนายโต๊ะ ปลัดอำเภอมาติดต่อขอท่านไปเป็นเสมียนมหาดไทย แต่ท่านก็ไม่ยินยอมรับหน้าที่นั้น เพราะยังมีความรักในพระพุทธศาสนาและสมณะเพศ และรักการปฏิบัติธรรมอยู่ หลังจากนั้นอีกพ่อขุนโฮ่งและปลัดกลับขอวิงวอนให้ท่านรับภารธุระสอนหนังสือ ไทยโดยเปิดโรงเรียนขึ้นที่วัดห้วยกาน ท่านอดวิงวอนไม่ได้จึงรับสอนหนังสือไปเป็นเวลา ๑ ปี ต่อมาท่านก็ลาออกจากการเป็นครูสอนเสีย แล้วไปอยู่ปฏิบัติอุปัฏฐากครูบาเจ้าศรีวิชัย ณ วัดบ้านปาง อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน เพราะท่านรักการปฏิบัติศาสนากิจเมื่อเข้าปฏิบัติศึกษาอบรมทั้งในด้านสม ถกัมมัฏฐาน และวิปัสสนากัมมัฏฐาน ตลอนจนการงานอื่น ๆ มีนวกรรมกิจ เป็นต้น จนมีความชำนาญแล้ว ในโอกาสที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยไปก่อสร้างโบราณสถาน โบราณวัตถุ ทั้งในท้องที่และต่างจังหวัดท่านก็ได้ติดตามไปทุกแห่ง เช่น จังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง แพร่ น่าน และ เชียงราย เป็นต้น

พ.ศ. ๒๔๖๕ ครูบาศรีวิชัยได้รับอาราธนาจากพระครูศรีวิราชปัญญา เจ้าคณะแขวงเมืองพะเยา ไปก่อสร้างวิหารวัดศรีโคมคำทุ่งเอี้ยงเมืองพะเยา ครั้งออกพรรษาแล้วท่านครูบาศรีวิชัยจึงพาเอาลูกศิษย์และศรัทธาจากจังหวัด ลำพูนไปเป็นจำนวนมาก เมื่อตระเตรียมพร้อมแล้วท่านจึงลงมือสร้างวิหาร ฤกษ์เมื่อวันอังคาร แรม ๘ ค่ำ เดือน ๔ เหนือ จุลศักราช ๑๒๘๔ ตรงกับวันที่ ๙ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๔ ท่านครูบาแก้วได้ช่วยตั้งแต่นั้นมา การก่อสร้างครั้งนี้ถือว่าเป็นการก่อสร้างครั้งใหญ่ นอกจากวิหารแล้ว ยังได้สร้างโรงอุโบสถ วิหารพระพุทธบาท ศาลารอบวัดและลาดพื้นบริเวณทั้งหมดในคราวเดียวกัน เสร็จแล้วได้ จัดมหรสพฉลองอย่างมโหฬาร เมื่อก่อสร้างที่นี้เสร็จแล้วท่านครูบาศรีวิชัยยังก่อสร้างโบราณสถาน โบราณวัตถุที่อื่น ๆ ต่อไปอีก และได้มอบหมายให้ครูบาแก้วรับภาระปกครองดูแลรักษาโดยตลอดมาชั่วอายุขัยของ ท่าน

ตั้งแต่ครูบาแก้ว คันธวังโสได้ย้ายอยู่จังหวัดพะเยา จำพรรษาอยู่ที่วัดพระเจ้าตนหลวง พร้อมกับครูบาศรีวิชัย ที่ได้รับอาราธนาจากพระครูศรีวิราชปัญญา เพื่อมาสร้างวิหารพระเจ้าตนหลวงนั้น ครูบาแก้ว คันธวังโส ก็ได้รับนิมนต์ไปเป็นผู้มาบูรณะวัดลี โดยมีคณะศรัทธาวัดลีไปนิมนต์รับท่านมาอยู่ช่วยบูรณะโบราณสถาน โบราณวัตถุ ภายในวัดลี ซึ่งจะอยู่ในช่วงระยะเวลา หลายปี ตั้งแต่ท่านได้เข้ามาช่วยครูบาศรีวิชัยสร้างพระวิหารวัดพระเจ้าตนหลวง ในปี พ.ศ.๒๔๖๕ เป็นต้นมา นอกจากนั้นท่านครูบาแก้ว คันธวังโส ยังติดตามไปช่วยสร้างโบราณสถาน โบราณวัตถุ อีกหลายแห่งตามครูบาศรีวิชัย ซึ่งเป็นการไป ๆ มา ๆ โดยท่านจะพำนักอยู่ที่วัดลีเป็นหลัก ท่านครูบาแก้ว คันธวังโส ได้บูรณะพระธาตุเจดีย์วัดลี สร้างพระวิหารใหม่ สร้างหอระฆัง สร้างกำแพงวัด จนกระทั้งครูบาศรีวิชัยมรณภาพ ในปี พ.ศ. ๒๔๘๑ ท่านได้สร้างพระอุโบสถวัดลีจนแล้วเสร็จ และเป็นชิ้นสุดท้ายก่อนที่ท่านได้ย้ายไปจำพรรษาอยู่ที่วัดพระเจ้าตนหลวง และในปี พ.ศ. ๒๔๘๔ ท่านจึงได้ย้ายไปจำพรรษาอยู่ที่วัดพระเจ้าตนหลวงตามเดิม และมอบหมายให้ ครูบาแก้วมูล ญาณวุฑฺฒิ พระลูกศิษย์ของครูบาศรีวิชัยอีกท่านหนึ่ง ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดลีแทน

เมื่อท่านไปจำพรรษาอยู่วัดพระเจ้าตนหลวง ครูบาแก้ว คันธวังโส ท่านก็ได้ทำหน้าที่ปกครองพระภิกษุสามเณร ต่อจากครูบาปัญญา ซึ่งชราภาพลงตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๖ จนถึง พ.ศ. ๒๕๐๙ ในตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระเจ้าตนหลวง และเป็นที่น่าเสียดาย ครูบาแก้วท่านเริ่มป่วยมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๔ เป็นต้นมา ได้พยายามรักษาพยาบาลเรื่อยมา แทนที่โรคจะทุเลาลงกลับกำเริ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อย และมาทรุดหนักเมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๕๐๘ ต้นปีถึง พ.ศ. ๒๕๐๙ จนวันที่ ๑๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๙ เวลาประมาณ ๐๓.๒๐ น. ตรงกับเดือน ๔ เหนือ แรม ๙ ค่ำ ท่านก็ถึงแก่มรณภาพลงไปในท่ามกลางคณะศิษยานุศิษย์ กรรมการวัดและศรัทธา ณ โรงพยาบาลพะเยา ด้วยความเศร้าสลดใจเป็นอย่างยิ่งที่ท่านได้ล่วงลับไป สิริรวมอายุของท่านได้ ๖๕ ปี ๔๕ พรรษา

ดังมีหลักฐานจาก ประวัติ พระครูวิเศษสารคุณ (ครูบาคำอ้าย) อดีตเจ้าอาวาสวัดบุญเรือง (ในปี พ.ศ.๒๔๙๑-๒๕๔๓) สถานะเดิม ชื่อ อ้าย นามสกุล สะเภาคำ เป็นบุตรนายทิพย์ นาง คำป้อ สะเภาคำ เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๗เมษายน ๒๔๕๒ ตรงกับขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๗ เหนือ ปีระกา ที่บ้านสันป่างิ้ว ดอกคำใต้ ตำบลสันช้างหินอำเภอพะเยา จังหวัดเชียงราย ( บ้านสันป่างิ้ว ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นบ้านดอกป๊าวหรือดอกพร้าวและเป็นบ้านบุญเรืองใน ปัจจุบัน) เป็นบุตรคนเดียวของนายทิพย์กับนางคำป้อ เมื่อเกิดอายุได้ ๓ เดือน นางคำป้อก็ได้เสียชีวิตลง นายทิพย์จึงได้พาเด็กชายคำอ้ายมาอยู่กินกับนางดำ คำอ้ายได้นางดำเป็นแม่นมเลี้ยงดู และได้มีพี่น้องร่วมบิดาอีก ๓ คน คือ นายคำ นายหมาย และนางช้อย เมื่อเด็กชายคำอ้าย อายุได้ ๑๓ ปี ก็ได้เข้ามาศึกษาเล่าเรียนที่วัดบุญเรืองกับหลวงพ่อปัญญา ได้ศึกษาหนังสือพื้นเมือง จนได้รู้พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าได้ ๑ ปี ก็บวชเป็นสามเณร แล้วขอลาจากหลวงพ่อปัญญาออกไปปฏิบัติวิปัสสนาธรรมกับครูบาศรีวิชัยอยู่ที่ วัดพระเจ้าตนหลวง ตำบลเวียง อำเภอพะเยา จนอายุได้ ๒๑ ปี ก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดพระเจ้าตนหลวง เมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๗๓ เวลา ๗ นาฬิกา ๑๐ นาที โดยมีพระครูศรีวิราชปัญญา เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูบาลีเป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูบาจุ้มเป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “ พระคำอ้าย อินทวํโส” ขณะนั้น วัดพระเจ้าตนหลวง กำลังก่อสร้างโบสถ์และพระวิหารอยู่ พระคำอ้าย อินทวํโส ก็ได้ช่วยก่อสร้างอยู่ด้วยตลอดมา จากนั้น พระคำอ้ายก็ได้ติดตาม พระครูบาแก้วคันธวังโสมาทำการก่อสร้างวัดลีนานถึง ๒ ปี แล้วติดตามครูบาแก้วคันธวังโสไปช่วยพระครูบาศรีวิชัย สร้างวัดสวนดอกที่เชียงใหม่ ได้อีก ๑ ปีก็แล้วเสร็จ เมื่อจัดงาน ฉลองเรียบร้อยแล้ว ก็ได้ติดตามพระครูบาศรีวิชัยไปก่อสร้างวิหารวัดศรีโสดา ต่อจากนั้นก็ได้ทำการสร้างถนนขึ้นไปสู่พระธาตุดอยสุเทพ ระยะทาง ๑๒ กิโลเมตรเศษ ได้ ๑ ปี ก็เสร็จเรียบร้อยหลังจากที่พระครูคำอ้าย ได้ติดตามพระครูบาศรีวิชัยข้างต้นแล้ว ก็กลับมาพักที่วัดพระเจ้าตนหลวง อำเภอพะเยา จังหวัดเชียงราย ได้เวลา ๕ เดือน ก็ได้ย้ายมาที่วัดบุญเรือง(บ้านดอกพร้าว ดอกคำใต้) ได้ ๑ พรรษา คณะศรัทธาวัดแม่อิง สันป่างิ้ว มาขอนิมนต์ไปเป็นเจ้าอาวาสวัดแม่อิง สันป่างิ้ว เมื่อ ปี พ.ศ.๒๔๘๗ อยู่บ้านแม่อิงได้ ๔ ปี ก็ได้เป็นพระกรรมวาจาจารย์ สำนักตำบลดงเจนและตำบลห้วยลาน จากนั้นก็ได้กลับมาอยู่ที่วัดบ้านเกิดถิ่นเดิมคือ วัดบุญเรือง ตำบลดอกคำใต้ อำเภอพะเยา จังหวัดเชียงราย ใน ปี พ.ศ.๒๔๙๑ พระครูพินิจธรรมประพาส ซึ่งเป็นเจ้าคณะอำเภอ ได้แต่งตั้งให้พระคำอ้าย อินทวํโส เป็นเจ้าอาวาสวัดบุญเรือง

นอกจากนั้นยังมีหลักฐาน เกี่ยวกับครูบาแก้ว คันธวังโส ในประวัติการสร้างวิหารวัดพระเจ้าตนหลวง และประวัติเจ้าอาวาสวัดพระเจ้าตนหลวง (วัดศรีโคมคำ) ดังนี้

วันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๕ ขึ้น ๑๑ ค่ำ เริ่มลงมือรื้อพระวิหารหลังเก่าจนเสร็จเรียบร้อย วันเสาร์ที่ ๖ มกราคมพ.ศ. ๒๔๖๖ ตรงกับวัน ๗ ฯ ๒ ค่ำ ปี จอ จุลศักราช๑๒๔๘ วางศิลาฤกษ์ ลงเสาพระวิหารใหญ่ต่อจากนั้นก็เทเสราพระวิหารต้นอื่น ต่อไป ขุดรากฝาผนัง ก่อฝาผนัง และก่อกำแพงล้อมรอบ สร้างศาลาบาตร (ศาลาราย) รอบกำแพงวัดสร้างพระอุโบสถ พระวิหาร พระพุทธบาทจำลอง สร้างพร้อมกันทั้งหมดทุก ๆ หลังในคราวเดียวกัน และก่อสร้างภายในปีเดียวเหมือนเนรมิต คิดค่าก่อสร้างเป็นจำนวน ๑๑๓, ๐๐๐ รูปี ( รูปีหนึ่งคิดราคา ๗๕ สตางค์)

ครั้นวันที่ – มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๗ ทำบุญฉลองพระวิหารพร้อมกับศาสนาวัตถุอื่น ๆ ที่ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงทำบุญฉลองพระวิหารนานประมาณ ๑ เดือน จึงแล้วเสร็จ หลังจากทำบุญฉลองแล้ว ครูบาศรีวิชัยก็กลับไปจังหวัดเชียงใหม่เริ่มสร้างวิหารวัดสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่ จึงได้มอบหมายให้พระครูบาแก้ว คันธวังโส เป็นผู้รับภาระธุรการดูแลรักษาโบราณวัตถุและพระวิหารแทน

วัดศรีโคมคำ เริ่มก่อสร้างขึ้นหลังสุดเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๕ พระครูศรีวิราชปัญญา เจ้าคณะแขวงเมืองพะเยาเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ทางฝ่ายบ้านเมือง อดีตเจ้าผู้ครองเมืองพะเยา พระยาประเทศอุดรทิศ และอดีตนายอำเภอเมือพะเยา คือ หลวงสิทธิประสาสน์ (นายคลาย บุษยบรรณ) นายอำเภอเมืองพะเยาคนแรก ได้ร่วมใจกันอาราธนานิมนต์ครูบาศรีวิชัย จังหวัดลำพูน มาเป็นประธานนั่งหนักในการก่อสร้างเสนาสนะต่าง ๆ จนสำเร็จบริบูรณ์ ท่านก็มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดศรีโคมคำ ลำดับเจ้าอาวาสมีดังนี้ พ.ศ. ๒๔๖๕ – ๒๔๖๗ พระครูศรีวิราชวชิรปัญญา เจ้าคณะแขวงเมืองพะเยาเป็นเจ้าอาวาส
พ.ศ. ๒๔๘๘ - ๒๕๐๖ ครูบาปัญญาปญฺโญ เป็นเจ้าอาวาส
พ.ศ. ๒๕๐๖ – ๒๕๐๙ ครูบาแก้ว คนฺธวํโส เป็นเจ้าอาวาส
พ.ศ. ๒๕๐๙ พระโสภณธรรมมุนี เจ้าคณะอำเภอเมืองพะเยา ( พระธรรมวิมลโมลี) เป็นผู้รักษาการในตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดศรีโคมคำ และได้รับแต่งตั้ง เป็นเจ้าอาวาส เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๑๑